• ผลสำรวจขององค์กรในเอเชียแปซิฟิกชี้ให้เห็นว่า องค์กรให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพ ความยืดหยุ่น และการควบคุมได้ ควบคู่ไปกับ AI ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางเทคโนโลยีที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น
• 49% ขององค์กรในเอเชียแปซิฟิกยังคงล่าช้ากว่าแผนในการบรรลุเป้าหมายการยกระดับระบบให้ทันสมัย
• องค์กรทั่วเอเชียแปซิฟิกเน้นขยายการใช้งานข้ามหลากหลายสภาพแวดล้อมเทคโนโลยี มากกว่าการควบรวมไว้บนแพลตฟอร์มเดียว
วันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 - คินดริล (Kyndryl - NYSE: KD) ผู้นำด้านการให้บริการเทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับส่วนงานสำคัญในระดับองค์กร เผยผลสำรวจของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Modernization Report ฉบับทั่วโลกที่จัดทำขึ้นเป็นครั้งแรก ผลสำรวจพบว่าองค์กรต่างขยายการลงทุนทั้งแพลตฟอร์มดั้งเดิมที่ใช้อยู่และแพลตฟอร์มสมัยใหม่ การปรับระบบให้ทันสมัยต้องการกระบวนการทำงานทางธุรกิจที่สอดประสานกันมากขึ้น ไม่ใช่การรวมเทคโนโลยีต่างๆ เข้าด้วยกันเพียงอย่างเดียว
เมกาวาตี คีย์ รองประธานและกรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคอาเซียนและเกาหลีของคินดริล กล่าวว่า “สำหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกนั้น การปรับระบบให้ทันสมัยไม่ได้เป็นเพียงตัวเลือกระหว่างการลงทุนด้าน AI และการเสริมแกร่งให้เทคโนโลยีที่รองรับ AI เท่านั้นอีกต่อไป องค์กรต้องทำทั้งสองอย่างควบคู่กันไป สภาพแวดล้อมทางเทคโนโลยีที่กระจายตัวมากขึ้น เป็นความท้าทายในการตัดสินใจว่าจะลงทุนด้านใด จะปรับระบบใดให้ทันสมัย และจะทำอย่างไรให้สภาพแวดล้อมเหล่านั้นปลอดภัย แข็งแกร่ง และพร้อมรับอนาคตอยู่เสมอ”
รายงานนี้มาจากการสำรวจความคิดเห็นเชิงลึกของผู้นำทางธุรกิจและเทคโนโลยี 2,000 คนในห้าทวีปจาก 12 ประเภทอุตสาหกรรม ทั้งนี้ 30% เป็นองค์กรที่อยู่ในเอเชียแปซิฟิก ผลสำรวจแสดงให้เห็นวิธีการที่ AI พลิกโฉมการจัดลำดับความสำคัญของการลงทุนทั้งในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานและแอปพลิเคชัน รวมถึงความท้าทายต่อรูปแบบการดำเนินงานขององค์กร
ในเอเชียแปซิฟิก AI เป็นหนึ่งในลำดับความสำคัญของการปรับระบบให้ทันสมัยซึ่งมีอยู่หลายด้านและมีความสำคัญใกล้เคียงกัน ผู้ตอบแบบสำรวจ 36% ให้ความสำคัญเท่ากันในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน, ความปลอดภัย และการทำงานร่วมกัน; การเพิ่มความคล่องตัวทางธุรกิจ, นวัตกรรม และการขยายขนาด; การเพิ่มการควบคุมได้มากขึ้น, ความสามารถในการคาดการณ์ และการกำกับดูแล เมื่อเทียบกับ 34% ที่ให้ความสำคัญกับความสามารถในการใช้ AI ขั้นสูง
AI เป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้การใช้เมนเฟรมและเอดจ์คอมพิวติ้งเพิ่มมากขึ้น และเป็นปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญเป็นลำดับสองในการขยายการใช้ SaaS และไพรเวทคลาวด์ ทั้งยังเป็นเหตุผลต้นๆ ที่ทำให้องค์กรอัปเกรดพอร์ตโฟลิโอของเน็ตเวิร์คและแอปพลิเคชันของตน องค์กรทุกแห่งที่ใช้เมนเฟรมต่างระบุว่ามีแผนที่จะปรับใช้ AI บนแพลตฟอร์มดังกล่าว
การปรับระบบไอทีให้ทันสมัยขององค์กรในเอเชียแปซิฟิก 49% ล่าช้ากว่าแผนที่ได้วางไว้ ในจำนวนองค์กรที่เลื่อนโครงการปรับระบบให้ทันสมัยออกไปก่อนนั้น 44% ระบุว่าเป็นเหตุมาจากค่าใช้จ่ายในระยะยาวที่สูงขึ้น, 43% ระบุว่าไม่สามารถใช้ความสามารถใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว และ 38% ระบุว่ามีความท้าทายด้านความปลอดภัยหรือการปฏิบัติตามกฎระเบียบใหม่ๆ
Agentic AI ซึ่งสามารถวางแผนและดำเนินงานได้เองโดยอัตโนมัตินั้น ได้เข้ามาเป็นเครื่องมือในการปรับระบบให้ทันสมัยได้เร็วขึ้น แต่การใช้งานยังคงอยู่ในขั้นเริ่มต้น โดยมีองค์กรในเอเชียแปซิฟิกที่ตอบแบบสำรวจเพียง 10% เท่านั้นที่ใช้ agentic AI ช่วยปรับระบบให้ทันสมัย ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับค่าเฉลี่ยทั่วโลก องค์กรหลายแห่งกำลังเริ่มใช้ AI กับงานที่ต้องอาศัยทักษะสูงและใช้เวลานาน เช่น การวิเคราะห์ความเชื่อมโยงของระบบ การแปลงโค้ด และการจัดทำเอกสารคู่มือระบบ

ผลสำรวจด้านอื่นๆ จากรายงานของคินดริล แสดงให้เห็นว่า
• การปรับระบบให้ทันสมัยกลายเป็นหนึ่งในลำดับความสำคัญของธุรกิจ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องทางเทคนิคเพียงอย่างเดียว
ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่า CIO มีความกดดันเพิ่มขึ้น เพราะต้องผลักดันเป้าหมายหลายอย่างไปพร้อมกัน ทั้งการปรับใช้ AI, ความแข็งแกร่งและพร้อมรับมือภัยไซเบอร์, การปฏิบัติตามข้อกำหนด, ประสิทธิภาพการดำเนินงาน และการเติบโตทางธุรกิจ ผู้ตอบแบบสำรวจระบุว่า มีกลุ่มผู้มีส่วนเกี่ยวข้องถึงเก้ากลุ่มที่มีอำนาจตัดสินใจในการปรับระบบไอทีให้ทันสมัย ไม่ว่าจะเป็น CIO, CTO ไปจนถึงคณะกรรมการบริหาร รวมถึงทีมการเงินและทีมกำกับดูแล ชี้ให้เห็นว่าการปรับระบบไอทีให้ทันสมัยได้ก้าวข้ามบทบาทของแผนกไอที เป็นการตัดสินใจทางธุรกิจในระดับบอร์ดบริหาร ความสำคัญที่เพิ่มขึ้นนี้ ทำให้องค์กรต้องประสานการตัดสินใจร่วมกับผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย โดยยังคงต้องรักษาความเร็วในการดำเนินงานไว้ให้ได้
• สถานการณ์โลกมีผลต่อการตัดสินใจด้านเทคโนโลยี ควบคู่กับเรื่องต้นทุนและประสิทธิภาพประเด็นด้านอธิปไตยทางข้อมูล (sovereignty) กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในการวางกลยุทธ์การปรับระบบให้ทันสมัย องค์กร 37% ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ตอบแบบสำรวจ เลือกจัดการประเด็นนี้เป็นรายกรณีเฉพาะเมื่อมีข้อบังคับจากภายนอกกำหนด ขณะที่ 26% มองผ่านมิติของการปฏิบัติตามกฎหมายเป็นหลัก และมีเพียง 7% เท่านั้นที่ใช้หลักอธิปไตยทางข้อมูลเป็นแกนหลักในการทรานส์ฟอร์มองค์กรมาตั้งแต่ต้น แม้ว่าองค์กรมากถึง 65% คาดว่าจะเพิ่มการใช้งาน sovereign cloud หรือโซนประมวลผลเฉพาะ (dedicated zones) ในปีหน้าก็ตาม ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่าตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ซึ่งเป็นที่ดำเนินงานของเทคโนโลยีนั้น ๆ ถูกกำหนดโดยปัจจัยด้านการกำกับดูแลและภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ต่างกับประสิทธิภาพ ต้นทุน และนวัตกรรม
• ความซับซ้อนทวีคูณขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ผลสำรวจนี้ท้าทายความเชื่อเดิมที่ยึดถือกันมานานว่า การทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันจะนำพาองค์กรไปสู่การย้ายระบบเข้าหาสภาพแวดล้อมทางเทคโนโลยีที่ต้องการเพียงรูปแบบเดียวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่เมื่อการเปลี่ยนผ่านดิจิทัลขยายตัวครอบคลุมทั่วทั้งธุรกิจ จึงจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากการกำหนดกลยุทธ์ การกำกับดูแล และการปฏิบัติงานที่สอดประสานกัน รวมถึงต้องมีแนวทางการรับมือภัยไซเบอร์อย่างบูรณาการมากยิ่งขึ้น เพื่อรองรับภัยคุกคามที่ถูกขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งกำลังเพิ่มขึ้นและขยายวงกว้างอย่างรวดเร็ว
ดูข้อมูลรายงานเพิ่มเติมได้ที่ Kyndryl's 2026 Modernization Report.
เกี่ยวกับ คินดริล
คินดริล (NYSE: KD) เป็นผู้นำด้านผู้ให้บริการเทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับส่วนงานสำคัญในระดับองค์กร ให้บริการด้านการให้คำปรึกษา การติดตั้งระบบ และการบริหารจัดการด้านไอที ให้กับลูกค้านับพันรายในกว่า 60 ประเทศ ในฐานะผู้ให้บริการด้านโครงสร้างพื้นฐานไอทีที่ใหญ่ที่สุดในโลก คินดริลเป็นผู้ออกแบบ สร้าง บริหารจัดการ และปรับปรุงระบบสารสนเทศที่มีความซับซ้อนให้ทันสมัย ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนโลกทุกวันนี้ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเยี่ยมชมได้ที่ www.kyndryl.com
Forward-looking statements
This press release contains “forward-looking statements” within the meaning of the Private Securities Litigation Reform Act of 1995. Such forward-looking statements often contain words such as “aim,” “anticipate,” “believe,” “could,” “estimate,” “expect,” “forecast,” “intend,” “may,” “objectives,” “opportunity,” “plan,” “position,” “predict,” “project,” “should,” “seek,” “target,” “will,” “would” and other similar words or expressions or the negative thereof or other variations thereon. All statements other than statements of historical fact, including without limitation statements concerning the company’s plans, objectives, goals, beliefs, business strategies, future events, business condition, results of operations, financial position, business outlook and business trends and other non-historical statements, are forward-looking statements. These statements do not guarantee future performance and speak only as of the date of this press release. Except as required by law, the company assumes no obligation to update or revise any forward-looking statements, whether as a result of new information, future events or otherwise. Actual outcomes or results may differ materially from those suggested by forward-looking statements as a result of risks and uncertainties, including those described in the “Risk Factors” section of the company’s most recent Annual Report on Form 10-K, and may be further updated from time to time in the company’s subsequent filings with the Securities and Exchange Commission.