28 ต.ค. 2569 185 0

เปิดแนวคิด ผอ.GISTDA ใน 'Thailand Space Expo 2026' ยุทธศาสตร์ชาติปักหมุดไทยสู่ Hub อวกาศอาเซียนและเครื่องมือขับเคลื่อน New Growth Engine

เปิดแนวคิด ผอ.GISTDA ใน 'Thailand Space Expo 2026' ยุทธศาสตร์ชาติปักหมุดไทยสู่ Hub อวกาศอาเซียนและเครื่องมือขับเคลื่อน New Growth Engine


สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA จัดงานครั้งสำคัญ "Thailand Space Expo 2026” เวทีเทคโนโลยีและธุรกิจอวกาศระดับนานาชาติที่จัดขึ้นโดยคนไทย เพื่อคนไทยและเพื่อประเทศไทย ศูนย์การค้าไอคอนสยาม กรุงเทพมหานคร ภายใต้แนวคิดหลัก “Space Synergy” ผนึกกำลังภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา ทั้งในไทยและต่างชาติ เพื่อเชื่อมโยงเทคโนโลยี นวัตกรรม ธุรกิจ การลงทุน และอุตสาหกรรมเข้าด้วยกันอย่างรอบด้าน

การจัดงานในครั้งนี้ชูแนวคิดยุทธศาสตร์ว่า “อวกาศไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่คือ New Growth Engine” ที่จะเข้ามาปลดล็อกข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย และเปลี่ยนบทบาทของประเทศไทยจาก “ผู้ใช้งานเทคโนโลยี” (Technology Consumer) ไปสู่การเป็น “ผู้สร้างสรรค์และพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ” (Technology Creator & Developer) พร้อมวางบทบาทไทยเป็นศูนย์กลางประตูสู่อวกาศแห่งอาเซียน (ASEAN Space Gateway) วัตถุประสงค์หลักของการจัดงาน Thailand Space Expo 2026 คือการเปิดโอกาสให้ประชาชนคนไทยทุกกลุ่มได้สัมผัสและเรียนรู้เทคโนโลยีอวกาศล่าสุด เห็นช่องทางการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ประโยชน์จริงในชีวิตประจำวัน พร้อมเปิดพื้นที่ให้บริษัทเทคโนโลยีทั้งในและต่างประเทศนำนวัตกรรมมาจัดแสดงเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจร่วมกัน


ดร.ปกรณ์ อาภาพันธ์ ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวว่า "ในปีนี้ GISTDA ตั้งเป้าหมายต้อนรับผู้เข้าร่วมงานในพื้นที่ (Onsite) ไม่ต่ำกว่า 7,000 – 8,000 คน เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากปีที่ผ่านมาที่มีผู้ร่วมงาน Onsite ประมาณ 5,000 คน และทางออนไลน์กว่า 17,000 คน โดยคาดว่าจะมียอดผู้แทนและภาคเอกชนต่างชาติเดินทางมาร่วมงานกว่า 2,000 – 2,500 คน พร้อมด้วยผู้บริหารและผู้นำหน่วยงานอวกาศชั้นนำระดับโลกจากกว่า 10 ประเทศทั่วโลก

แพลตฟอร์มการเจรจาธุรกิจ B2B และการเชื่อมต่อสู่ Global Space Supply Chain

งาน Thailand Space Expo 2026 ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดของการเป็นเพียงงานนิทรรศการจัดแสดงผลงานทั่วไป สู่การเป็นแพลตฟอร์มการเจรจาธุรกิจระดับโลก (B2B Business Matching) ที่ทรงประสิทธิภาพ โดยเป็นจุดนัดพบสำคัญของผู้ประกอบการ SMEs สตาร์ตอัป และผู้ผลิตชิ้นส่วนอุตสาหกรรมอวกาศของไทย ที่จะได้เผชิญหน้าและเจรจาการค้ากับนักลงทุน รวมถึงกลุ่มทุน Venture Capital (VC) ชั้นนำจากต่างประเทศ

ภายในงานรวบรวมบูธนิทรรศการนวัตกรรมล้ำสมัยกว่า 85 บริษัท พร้อมทัพนักลงทุนและคู่ค้าทางธุรกิจที่ลงทะเบียนเข้าร่วมงานจากกว่า 12 ประเทศทั่วโลก ไฮไลต์สำคัญคือการจัดตั้งพาวิลเลียน (Pavilion) เทคโนโลยีอวกาศจากบริษัทยักษ์ใหญ่ต่างประเทศกว่า 20 บริษัท รวมถึงการนำเสนอนวัตกรรมจากกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป (European Union) และประเทศญี่ปุ่น เพื่อเฟ้นหาพันธมิตรและดึงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานอวกาศโลก (Global Space Supply Chain)

“เป้าหมายที่เราตั้งใจไว้คือภายในไม่เกิน 3 ถึง 5 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะเริ่มเปลี่ยนผ่านและก้าวขึ้นเป็น Hub ด้านเทคโนโลยีอวกาศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอกชนไทยจะเริ่มเห็นโอกาสทางธุรกิจ เชื่อมต่อกับสากลได้จริง และส่งออกชิ้นส่วนหรือให้บริการเทคโนโลยีอวกาศแก่ต่างชาติ โดยเน้นความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (Core Competency) ซึ่งปัจจุบันมีบริษัทเอกชนไทยขนาดใหญ่ 2 แห่งได้เข้าไปร่วมลงทุนสร้างดาวเทียมในต่างประเทศแล้ว” ดร.ปกรณ์ กล่าวให้สัมภาษณ์

เจาะลึก 4 มิติความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานรองรับเศรษฐกิจอวกาศ (Space Economy)


ดร.ปกรณ์ ได้กล่าววิเคราะห์ความพร้อมและปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งของประเทศไทย ในการก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมอวกาศยุคใหม่ ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 มิติยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่

1. มิติด้านบุคลากร (Resource Persons): ประเทศไทยมีวิศวกรและนักวิจัยที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และขีดความสามารถเพียงพอในการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีอวกาศขั้นสูง

2. มิติด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure): ความพร้อมของโรงงานประกอบและทดสอบดาวเทียม (Assembly, Integration, and Testing: AIT) ณ อุทยานอวกาศ (Space Krenovation Park) อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ซึ่งรองรับการสร้างและทดสอบดาวเทียมขนาดสูงสุดถึง 200 กิโลกรัม รวมถึงระบบฐานข้อมูล และสถานีรับสัญญาณดาวเทียม (Ground Station) ที่ให้บริการแก่องค์กรอวกาศนานาชาติเชิงพาณิชย์ สร้างรายได้เข้าประเทศอย่างต่อเนื่อง

3. มิติด้านการต่อยอดอุตสาหกรรมเดิม (Existing Industry Synergy): อุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และงานโครงสร้างของไทย มีทักษะพื้นฐานด้านวิศวกรรมเครื่องกล (Mechanical Engineering) และวิศวกรรมเทคนิค (Technical Engineering) ซึ่งสามารถยกระดับมาตรฐานการผลิตไปสู่ระดับเที่ยงตรงสูง (High Precision Standard) เพื่อผลิตชิ้นส่วนเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานอวกาศโลกได้

4. มิติด้านนโยบายและการประยุกต์ใช้ภาครัฐ (Policy Application): รัฐบาลให้ความสำคัญกับการนำข้อมูลดาวเทียมและเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศมาใช้บริหารจัดการประเทศ เช่น ระบบประกันภัยพืชผลการเกษตร การจัดการน้ำ การผังเมือง และการรับมือภัยพิบัติธรรมชาติ

ยุทธศาสตร์โครงการกลุ่มดาวเทียม 18 ดวง และกลไกสนับสนุนภาคเอกชน


ในโครงการสร้างกลุ่มดาวเทียมสำรวจโลกจำนวน 18 ดวง (18-Satellite Constellation Project) ของประเทศไทย ดร.ปกรณ์ ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า วัตถุประสงค์หลักไม่ได้จบอยู่แค่การมีดาวเทียมหรือการได้มาซึ่งข้อมูลเท่านั้น แต่คือ การสร้างอุตสาหกรรมอวกาศ (Space Industry) ภายในประเทศ ทั้งนี้ ประเทศไทยจะไม่ใช้วิธีจัดซื้อดาวเทียมสำเร็จรูป 100% จากต่างประเทศอีกต่อไป แต่ใช้กลยุทธ์ “ร่วมสร้าง ร่วมลงทุน” โดยกำหนดเงื่อนไขให้มีการผลิตและประกอบชิ้นส่วนดาวเทียมบางส่วนในประเทศไทยร่วมกับภาคเอกชนไทย เพื่อเกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ GISTDA ร่วมกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในการผลักดันมาตรการทางการเงินและสิทธิประโยชน์ทางภาษี รวมถึงจัดตั้ง “กองทุนส่งเสริมอุตสาหกรรมอวกาศ” เพื่อลดความเสี่ยงให้เอกชนไทยสามารถกู้ยืมและตั้งตัวได้ พร้อมทั้งดึงดูดนักเรียนทุนและคนรุ่นใหม่ที่จบจากสถาบันชั้นนำระดับโลก (เช่น Harvard University หรือสถาบันในสหรัฐฯ) กลับมาสร้างธุรกิจ Space Startup ในประเทศไทย (Brain Gain Strategy)

มิติยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนกิจการอวกาศและผลประโยชน์ต่อประเทศไทย



โครงการดาวเทียม 18 ดวง เพื่อร่วมผลิตชิ้นส่วนดาวเทียมในไทยกับพาร์ทเนอร์ต่างชาติ สร้างอุตสาหกรรมในประเทศ ดึงดูดการลงทุนตรงจากต่างประเทศ (FDI) 

กองทุนและสิทธิประโยชน์การเงิน จัดตั้งกองทุนและมาตรการภาษีร่วมกับสภาพัฒน์ และ อว. ลดความเสี่ยงให้เอกชนไทย และเปิดโอกาสให้ SMEs/Startups เกิดขึ้นได้ 

บริการ Ground Station รับสัญญาณและประมวลผลดาวเทียมให้นานาชาติ ณ อุทยานอวกาศ สร้างรายได้เข้าประเทศอย่างยั่งยืน และเป็นฐานปฏิบัติการระดับภูมิภาค

สมองไหลคืนถิ่น (Brain Gain) เพื่อดึงนักเรียนทุน/นักวิจัยต่างประเทศกลับมาตั้งบริษัทในไทย สร้างงานทักษะสูง (High-skilled jobs) และพัฒนาศักยภาพคนรุ่นใหม่ 

เจาะลึกโครงการ “Spaceport” ท่าอวกาศยานไทย: ความเป็นไปได้และพื้นที่เป้าหมาย

ดร.ปกรณ์ ได้เปิดเผยข้อมูลผลการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้ง "ท่าอวกาศยาน (Spaceport)" ในประเทศไทยใน 3 มิติหลัก ได้แก่ ทางเทคนิค (Technical Feasibility) มีความเป็นไปได้และความคุ้มค่าทางเทคนิคสูงมาก เนื่องจากตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ของไทยตั้งอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร (Equator), ทางการเงิน (Financial Feasibility) หากประเมิน ณ สภาพตลาดปัจจุบัน การลงทุนสร้าง Spaceport เต็มรูปแบบยัง “ไม่คุ้มค่าทางการเงิน” แต่ประเทศไทยไม่ควรถอนตัวหรือยกเลิกการศึกษา เพราะจะเสียโอกาสยุทธศาสตร์ในอนาคต โดยเสนอให้ใช้วิธีทยอยทำเป็นระยะ (Modular Approach) และแสวงหาพันธมิตรร่วมลงทุน และพื้นที่เป้าหมายยุทธศาสตร์ (Target Location) ผลการศึกษาระบุว่า พื้นที่ที่มีความเหมาะสมทางเทคนิคและวิถีการปล่อยลงสู่ทะเลมากที่สุดคือ อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี รวมถึงพื้นที่ชายฝั่งทะเล เช่น อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ แม้ในอดีตจะมีข้อกังวลเรื่องความมั่นคง แต่หากอนาคตปรับเปลี่ยนเป็นพื้นที่สีเขียวก็พร้อมขับเคลื่อนทันที และกฎหมายและระยะเวลา (Law & Timeline) เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีใช้งานสองทาง (Dual-use) ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง จึงต้องทำข้อตกลงระดับรัฐบาลต่อรัฐบาล (G2G) หากรัฐบาลอนุมัติในวันนี้ คาดว่าจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 7 ปี จึงจะเสร็จสมบูรณ์

ปลดล็อกกฎหมาย พ.ร.บ.อวกาศ และการปรับเปลี่ยน 3 Mindset ระดับชาติ


ดร.ปกรณ์ ได้กล่าวถึงอุปสรรคสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม คือความล่าช้าของร่างพระราชบัญญัติกิจการอวกาศแห่งชาติ (Space Act) ซึ่งปัจจุบันยังมีความคิดเห็นไม่สอดคล้องกันระหว่างกระทรวงเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่และการจัดตั้งหน่วยงานอวกาศแห่งใหม่ “ระหว่างรอหน่วยงานใหม่ รัฐบาลให้ GISTDA ทำหน้าที่แทนไปก่อน แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของกระทรวงหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง มันคือเรื่องของประเทศชาติ ผมเหลือวาระอีก 2 ปีไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่ถ้าเราขัดขาหรือบล็อกกันเอง ประเทศไทยจะเสียโอกาสให้ต่างชาติ และเอกชนไทยจะไม่เกิด พร้อมทั้งกล่าวฝากถึงผู้บริหารภาครัฐ เสนอแนวทางปรับเปลี่ยนมุมมอง (Mindset Shift) ของสังคมและภาครัฐใน 3 เรื่องสำคัญ คือ 

1.Normalize Space มองอวกาศเป็นเรื่องปกติใกล้ตัวที่ทุกคนเข้าถึงได้ ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดเฉพาะกลุ่ม

2. Space as Policy Tool นำอวกาศมาเป็นเครื่องมือหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศ ไม่ใช่จำกัดอยู่เพียงแค่งานวิจัยขึ้นหิ้ง

3. Collaboration over Competition ประเทศไทยมีงบประมาณและคนจำกัด ต้องเลิกแย่งงบประมาณกันเองระหว่างหน่วยงาน แต่ต้องดึงจุดแข็งมาจับมือร่วมกันทำ

ไฮไลต์หยุดโลกในงาน Artemis II, นักบินอวกาศตัวจริง และ 2 การประชุมระดับนานาชาติ


ภายในงาน Thailand Space Expo 2026 อัดแน่นไปด้วยไฮไลต์นวัตกรรมระดับประวัติศาสตร์ สัมผัสประวัติศาสตร์ Artemis II ครั้งแรกในไทยกับการจัดแสดง “เมล็ดพันธุ์บานชื่นและเมล็ดพริก” ที่ผ่านการเดินทางโคจรรอบดวงจันทร์ร่วมกับยานโอไรออน (Orion) ของ NASA ซึ่งเป็นก้าวสำคัญด้านชีววิทยาอวกาศ, สุดยอดเวทีเสวนากว่า 50 เวที การรวมตัวของผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหารระดับสูงกว่า 100 ชีวิต จากองค์กรอวกาศระดับโลก ทั้ง NASA, ESA, JAXA, RocketLabs และ Airbus เจาะลึกเศรษฐกิจอวกาศ การสำรวจดวงจันทร์ เทคโนโลยีดาวเทียม และปรากฏการณ์ UFO, ความภาคภูมิใจดาวเทียมไทย จัดแสดงดาวเทียม THEOS-3 ซึ่งพัฒนาโดยวิศวกรไทย 100%, ผลงาน Thailand Liquid Crystals in Space และการประยุกต์ใช้ AI ร่วมกับข้อมูลดาวเทียมทำเกษตรแม่นยำและการประเมินคาร์บอนเครดิต ตลอดจนการจุดประกายคนรุ่นใหม่ & Geo Hackathon 2026 กระทบไหล่นักบินอวกาศตัวจริง, กิจกรรม Space Debate Challenge และการแข่งขัน Geo Hackathon 2026 ในหัวข้อ “Pixel to Policy" Unlocking Insights, Accelerating Impact นำ Big Data อวกาศมาสร้างโซลูชันนโยบายชาติ ซึ่งเจ้าภาพ 2 การประชุมใหญ่ระดับโลก ไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม Moon Village Association Workshop and Symposium ครั้งที่ 10 (ทิศทางการตั้งถิ่นฐานบนดวงจันทร์) และ APRSAF-32 (Asia-Pacific Regional Space Agency Forum) เวทีความร่วมมืออวกาศที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค

มุ่งสู่ดวงจันทร์-ดาวอังคาร โครงการ “นักบินอวกาศไทย” และจุดแข็งเด่นชัดในอาเซียน




สำหรับการสำรวจอวกาศห้วงลึก ดร.ปกรณ์ ยืนยันว่าการตั้งถิ่นฐานบนดวงจันทร์และดาวอังคารไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป โดยทั้งมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ (NASA Artemis) และจีน (Chang'e Program) กำลังสร้างฐานบนดวงจันทร์ภายใน 2–3 ปีนี้เพื่อใช้เป็นสถานีทดลองก่อนเดินทางไปดาวอังคาร ซึ่งประเทศไทยได้เข้าร่วมส่งการทดลองและอุปกรณ์ไทยขึ้นสู่อวกาศร่วมกับทั้งสองโครงการ พร้อมกันนี้ GISTDA อยู่ระหว่างการเจรจาหาทุนสปอนเซอร์จากภาคเอกชน เพื่อผลักดัน “โครงการส่งนักบินอวกาศไทย” (Thai Astronaut Project) เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนไทย โดยไม่รบกวนงบประมาณแผ่นดิน

“เมื่อเทียบกับประเทศในอาเซียน อย่างสิงคโปร์เขาอาจจะเก่งด้านการค้าและวิชาการ แต่ประเทศไทยมีจุดแข็งเด่นชัดมากคือ ประสบการณ์ปฏิบัติการจริง (Operational Experience) ยาวนานกว่า 40 ปี ในการรับสัญญาณภาพถ่ายดาวเทียมและการประยุกต์ใช้งานจริงแก้ปัญหาประเทศ หากเราปลดล็อกกฎหมายและร่วมมือกันได้ อุตสาหกรรมอวกาศจะเป็น New Engine ที่สร้างอนาคตและรายได้มหาศาลให้ประเทศไทยได้อย่างแน่นอน” ดร.ปกรณ์ อาภาพันธ์ ผอ.GISTDA กล่าวสรุป