ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนจุดหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ล่าสุดในงานสัมมนา “Digital Infrastructure for the Future” ซึ่งจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ร่วมกับ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชัน โดยได้ชี้ให้เห็นถึงโอกาสครั้งสำคัญของไทยในการก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางดิจิทัลแห่งภูมิภาคอาเซียน เพื่อรับมือปรากฏการณ์พายุสมบูรณ์แบบทางเทคโนโลยี จากการเติบโตของ AI คลาวด์ และเครือข่าย 5G ที่ส่งผลให้ความต้องการรับส่งข้อมูลระหว่างประเทศพุ่งสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน พร้อมตั้งเป้าดึงดูดเม็ดเงินลงทุนในตลาดเคเบิลใต้น้ำของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งคาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าพุ่งสูงถึง 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 4.5 แสนล้านบาท ในช่วงปี 2568 – 2570
ก้าวข้ามบทบาททางผ่าน สู่การเป็นผู้ออกแบบโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลแห่งภูมิภาค

จักรกฤษณ์ อุไรรัตน์ นายกสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (TCT) ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า “อุตสาหกรรมโทรคมนาคมทั่วโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างจากการเติบโตของ AI คลาวด์ และเทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ความต้องการแบนด์วิธและการเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างประเทศเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเกิดปรากฏการณ์ “The Perfect Storm” หรือพายุสมบูรณ์แบบทางเทคโนโลยี ซึ่งสร้างแรงกดดันอย่างมากต่อขีดความสามารถของระบบเคเบิลใต้น้ำความต้องการแบนด์วิธในวันนี้ไม่ใช่การเติบโตตามปกติ แต่เป็นความต้องการเชิงโครงสร้างที่ไม่อาจย้อนกลับได้ และกำลังเปิดโอกาสให้ประเทศไทยดึงดูดการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เราจึงควรใช้ความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์พัฒนาบทบาทจากการเป็นเพียงทางผ่านของข้อมูล สู่การเป็นจุดเชื่อมต่อเชิงยุทธศาสตร์ที่เพิ่มความหลากหลายและความมั่นคงของโครงข่ายสื่อสารระหว่างประเทศ พร้อมมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของภูมิภาค เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาว”
เคเบิลใต้น้ำ โครงสร้างพื้นฐานสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล

แม้ระบบคลาวด์และอินเทอร์เน็ตดาวเทียมจะได้รับความสนใจอย่างแพร่หลาย แต่ในความเป็นจริงแล้ว ข้อมูลข้ามประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะการเชื่อมต่อระหว่างทวีปมากกว่าร้อยละ 99 ล้วนถูกส่งผ่านโครงข่ายสายใยแก้วนำแสงใต้ทะเล หรือเคเบิลใต้น้ำ ปัจจุบันประเทศไทยมีสถานีขึ้นฝั่งในจุดยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมทั้งฝั่งอ่าวไทย ได้แก่ ชลบุรี ระยอง สงขลา และฝั่งทะเลอันดามันที่จังหวัดสตูล ซึ่งเชื่อมโยงกับระบบเคเบิลระหว่างประเทศระดับโลกหลายเส้นทาง โดยความต้องการแบนด์วิธระหว่างประเทศของไทยมีแนวโน้มพุ่งทะยานจาก 25 Tbps. (Terabits per second) ไปสู่ระดับที่มากกว่า 40 Tbps. ภายในปี 2573 ปริมาณความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นได้ตอกย้ำให้เห็นถึงจุดแข็งของไทย ทั้งในด้านทำเลทางภูมิศาสตร์ที่ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างอินเดีย อาเซียน และเอเชียตะวันออก ตลอดจนความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ ส่งผลให้ข้อมูลสำคัญจำเป็นต้องวิ่งผ่านประเทศไทย ทำให้ไทยกลายเป็น "เส้นทางเชื่อมโยงทางเลือกที่หลากหลาย" ที่กลุ่มผู้ให้บริการระดับโลกไม่อาจมองข้าม
แนะรัฐเร่งปลดล็อกกฎระเบียบ กุญแจสำคัญดึงนักลงทุนระดับโลก

อย่างไรก็ตาม
การพัฒนาประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางดิจิทัลระดับภูมิภาคอย่างสมบูรณ์แบบยังคงมี ความ ท้าทาย
โดยเฉพาะกระบวนการขออนุมัติโครงการที่ซับซ้อนและต้องประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐกว่า
15 หน่วยงาน รวมถึงประเด็นด้านกฎหมายและการคุ้มครองโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำ หากภาครัฐสามารถบูรณาการความร่วมมือเพื่อปลดล็อกกฎระเบียบและเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการอนุมัติให้มีความรวดเร็วก็จะสามารถเปลี่ยนความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ให้กลายเป็นความได้เปรียบทางเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม
การลงทุนในระบบเคเบิลใต้น้ำจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มความเร็วอินเทอร์เน็ต
แต่เป็นการวางรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับระบบเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ
เพื่อดึงดูดการลงทุนมหาศาลด้านศูนย์ข้อมูล
และพร้อมผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการกำหนดอนาคตโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของภูมิภาคอย่างแท้จริง