Country Head, บริษัท
เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ (ประเทศไทย)
ช่วงต้นปีที่ผ่านมา World Economic Forum นิยามภูมิทัศน์ตลาดภาคการเงินโลกว่ากำลังก้าวไปสู่ ‘ยุคแห่งการแข่งขัน’ หรือ Age of Competition ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่คาดการณ์ว่าจะเติบโตเพียง 2.7% ดังนั้นภารกิจหลักของผู้บริหารในภาคการเงินจึงไม่ได้มุ่งเน้นแค่การขยายธุรกิจแบบเดิม ๆ อีกต่อไป แต่ต้องเปลี่ยนมาให้ความสำคัญกับการสร้างความยืดหยุ่นและรักษาเสถียรภาพในการดำเนินงาน เพื่อรับมือกับกระแสเงินทุนที่ผันผวนและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้น

บทความนี้อ้างอิงผลการศึกษาจาก 2 รายงานของ STT GDC ได้แก่ Mind the Gap: Bridging the AI Infrastructure Readiness Divide และ When In-House Infrastructure Starts Holding You Back เพื่อเจาะลึกว่าผู้บริหารภาคการเงินของไทยจะสามารถเปลี่ยนวิสัยทัศน์ทางด้านเทคโนโลยีมาเป็นการดำเนินงานจริงๆ ได้อย่างไร เพราะการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในปัจจุบันไม่ได้เป็นภารกิจของฝ่ายไอทีอีกต่อไป แต่เป็น ‘ภารกิจสำคัญของธุรกิจ’ ซึ่งการจะก้าวขึ้นเป็นผู้นำในยุคนี้ ผู้นำกลุ่มธุรกิจธนาคาร บริการทางการเงิน และประกันภัย (BFSI) ต้องเร่งขจัดปัญหาคอขวดจากโครงสร้างพื้นฐานไอทีแบบเดิมๆ ภายในองค์กร (In-House Infra) เพื่อปลดล็อกความยืดหยุ่นและสร้างการเติบโตให้องค์กรระยะยาว
สำหรับอุตสาหกรรม BFSI ความยืดหยุ่นดังกล่าวกำลังถูกท้าทายอย่างหนัก ขณะที่เศรษฐกิจดิจิทัลระดับภูมิภาคได้รับการคาดการณ์ว่าจะการเติบโตที่ 1-2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 พร้อมเม็ดเงินลงทุนมหาศาลกว่า 1.06 ล้านล้านบาท ก็ได้หลั่งไหลเข้าสู่ตลาดของไทย โดยในปี 2025 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้รับคำขอส่งเสริมการลงทุนในโครงการดาต้าเซ็นเตอร์สะสมถึง 36 โครงการ คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 2.31 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 7.28 แสนล้านบาท) เป็นสัญญาณชัดเจนของการยกเครื่องโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของไทยครั้งใหญ่ แต่คำถามที่ตามมาคือ ผู้นำ BFSI จะสามารถทลายข้อจำกัดของโครงสร้างพื้นฐานภายในองค์กรได้รวดเร็วพอ และเติมเต็มช่องว่างระหว่างเป้าหมาย AI ไปสู่การดำเนินงานจริงได้อย่างไร?
กลยุทธ์เปลี่ยน
ข้อจำกัดระบบเดิมต้องเดินหน้าไปสู่ยุค ‘AI Readiness’
ในปี 2026 ภูมิทัศน์ภาคการธนาคารได้ก้าวข้ามจากการใช้ AI เป็นเพียง "ผู้ช่วย" ไปสู่ "การทำธุรกรรม" สถาบันการเงินชั้นนำระดับโลกเริ่มนำ Agentic AI หรือ "Digital Co-workers" ที่ทำงานได้แบบอัตโนมัติ มาใช้ในการจัดการธุรกรรมซื้อขายทั่วไปและดูแลกฎระเบียบภายใต้การกำกับดูแลโดยมนุษย์ อย่างไรก็ตาม รายงานล่าสุด Mind the Gap: Bridging the AI Infrastructure Readiness Divide กลับเผยให้เห็นความจริงที่น่ากังวลใจว่า แม้ 78% ขององค์กรในไทยจะเข้าสู่ระยะ 'ผู้สร้าง' (Builder) ด้าน AI แล้ว แต่มีเพียง 8% เท่านั้นที่พัฒนาเป็น 'ผู้บูรณาการ' (Integrators) และยังไม่มีองค์กรใดเลยที่ก้าวขึ้นไปถึงระดับ 'ผู้นำ' (Leader)
ภาวะชะงักงันนี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่เป็นคอขวดเชิงกลยุทธ์ 3 ประการ ซึ่งมีสาเหตุตรงมาจากรูปแบบโครงสร้างพื้นฐานที่ล้าสมัย ประกอบด้วย:
อธิปไตยทางข้อมูล (Data Sovereignty) และช่องว่างความเชื่อมั่นในอุตสาหกรรม BFSI

ในโลกดิจิทัลที่กระจัดกระจายนี้ การควบคุมข้อมูลด้านการเงินภายในประเทศไม่ได้เป็นเพียงแค่ทางเลือกอีกต่อไป ผลการศึกษาของ STT GDC พบว่าไม่มีองค์กรใดเลย (0%) ที่รู้สึกมั่นใจเต็มร้อยว่าระบบ AI ของตนจะสามารถคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของข้อมูลได้ ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงอย่างมหาศาลสำหรับอุตสาหกรรม BFSI ที่มีกฎระเบียบและการกำกับดูแลอย่างเข้มงวด
การก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลาง
Hyperscale
แห่งใหม่ของประเทศไทย
ตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ของไทยกำลังเผชิญกับการขยายตัวเชิงกลยุทธ์ โดยคาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 6.29 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2031
พันธกิจด้านความยั่งยืนในยุค AI
กรอบการทำงานด้าน ESG หรือแนวทางการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล ในปี 2026 จะกลายเป็นข้อได้เปรียบทางการแข่งขันที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชื่อเสียงของแบรนด์และเป็นต้นทุนหลักการดำเนินงาน อย่างไรก็ตาม การเติบโตของ AI กำลังสร้างความท้าทายและความเสี่ยงแฝงในการดำเนินงาน จากผลการศึกษาของ STT GDC พบว่า องค์กรถึง 78% ยอมรับว่าแนวคิดด้าน ESG ยังถูกมองเป็นเรื่องรองจากเรื่องของประสิทธิภาพและต้นทุน ซึ่งสิ่งนี้ได้สร้างรอยเท้าความเสี่ยงที่สำคัญ (Critical risk footprint): ขณะที่ 50% ขององค์กรไทยลงทุนในฮาร์ดแวร์ AI ที่มีความหนาแน่นสูง (เช่น GPU) เพื่อขับเคลื่อนประสิทธิภาพ แต่มีเพียง 15% เท่านั้นที่กำลังพิจารณาและศึกษาการใช้ระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว (Liquid Cooling) อย่างจริงจัง ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นต่อการใช้งานฮาร์ดแวร์เหล่านี้อย่างยั่งยืน
ดันยุทธศาสตร์สำคัญ STT GDC พร้อมเป็นหนึ่งในพันธมิตรโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลขององค์กร

เพื่อเติบโตอย่างแข็งแกร่งใน ‘ยุคแห่งการแข่งขัน’ ผู้นำ BFSI ของไทยต้องก้าวข้ามข้อจำกัดของระบบ On-premises อย่างไรก็ตาม การเพียงแค่เปลี่ยนไปใช้บริการ Colocation ทั่วไปนั้นไม่เพียงพออีกต่อไป อุตสาหกรรมจำเป็นต้องพึ่งพาพันธมิตรด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางและสามารถมอบคุณค่าที่แตกต่างได้ ซึ่ง STT GDC สามารถเป็นพันธมิตรเพื่อช่วยปลดล็อกข้อได้เปรียบให้กับสถาบันการเงิน ได้ด้วยจุดเด่นสำคัญ ดังนี้:
วันนี้การแข่งขันด้านโครงสร้างพื้นฐานมีมูลค่าสูงแตะ 1 ล้านล้านบาทนี้ เป็นมากกว่าแค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่มันคือตัวชี้วัดว่าสถาบันการเงินใดจะมีความคล่องตัวมากพอที่จะก้าวเป็นผู้นำในยุค AI Economy ที่มีการปรับใช้เทคโนโลยีหลากหลาย สำหรับอุตสาหกรรม BFSI การสลัดข้อจำกัดของระบบเดิมทิ้งไปนั้น และหันมาจับมือกับผู้เชี่ยวชาญด้านโครงสร้างพื้นฐานเฉพาะทาง เป็นหนทางลัดหนึ่งที่จะช่วยให้องค์กรเดินหน้าไปได้รวดเร็วกว่า ปลอดภัยกว่า และมีความอัจฉริยะยิ่งขึ้นในปีนี้