22 ต.ค. 2569 80 0

ธุรกิจ BFSI จะทลายข้อจำกัดโครงสร้างพื้นฐานเดิม เพื่อเป็นผู้นำ AI Economy ได้อย่างไร?

ธุรกิจ BFSI จะทลายข้อจำกัดโครงสร้างพื้นฐานเดิม เพื่อเป็นผู้นำ AI Economy ได้อย่างไร?

 


โดย บุศรินทร์ ประดิษฐยนต์

Country Head, บริษัท เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ (ประเทศไทย) 

 

ช่วงต้นปีที่ผ่านมา World Economic Forum นิยามภูมิทัศน์ตลาดภาคการเงินโลกว่ากำลังก้าวไปสู่ ‘ยุคแห่งการแข่งขัน’ หรือ Age of Competition ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่คาดการณ์ว่าจะเติบโตเพียง 2.7% ดังนั้นภารกิจหลักของผู้บริหารในภาคการเงินจึงไม่ได้มุ่งเน้นแค่การขยายธุรกิจแบบเดิม ๆ อีกต่อไป แต่ต้องเปลี่ยนมาให้ความสำคัญกับการสร้างความยืดหยุ่นและรักษาเสถียรภาพในการดำเนินงาน เพื่อรับมือกับกระแสเงินทุนที่ผันผวนและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้น 


บทความนี้อ้างอิงผลการศึกษาจาก 2 รายงานของ STT GDC ได้แก่ Mind the Gap: Bridging the AI Infrastructure Readiness Divide และ When In-House Infrastructure Starts Holding You Back เพื่อเจาะลึกว่าผู้บริหารภาคการเงินของไทยจะสามารถเปลี่ยนวิสัยทัศน์ทางด้านเทคโนโลยีมาเป็นการดำเนินงานจริงๆ ได้อย่างไร เพราะการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในปัจจุบันไม่ได้เป็นภารกิจของฝ่ายไอทีอีกต่อไป แต่เป็น ‘ภารกิจสำคัญของธุรกิจ’ ซึ่งการจะก้าวขึ้นเป็นผู้นำในยุคนี้ ผู้นำกลุ่มธุรกิจธนาคาร บริการทางการเงิน และประกันภัย (BFSI) ต้องเร่งขจัดปัญหาคอขวดจากโครงสร้างพื้นฐานไอทีแบบเดิมๆ ภายในองค์กร (In-House Infra) เพื่อปลดล็อกความยืดหยุ่นและสร้างการเติบโตให้องค์กรระยะยาว 

สำหรับอุตสาหกรรม BFSI ความยืดหยุ่นดังกล่าวกำลังถูกท้าทายอย่างหนัก ขณะที่เศรษฐกิจดิจิทัลระดับภูมิภาคได้รับการคาดการณ์ว่าจะการเติบโตที่ 1-2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 พร้อมเม็ดเงินลงทุนมหาศาลกว่า 1.06 ล้านล้านบาท ก็ได้หลั่งไหลเข้าสู่ตลาดของไทย โดยในปี 2025 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้รับคำขอส่งเสริมการลงทุนในโครงการดาต้าเซ็นเตอร์สะสมถึง 36 โครงการ คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 2.31 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 7.28 แสนล้านบาท) เป็นสัญญาณชัดเจนของการยกเครื่องโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของไทยครั้งใหญ่ แต่คำถามที่ตามมาคือ ผู้นำ BFSI จะสามารถทลายข้อจำกัดของโครงสร้างพื้นฐานภายในองค์กรได้รวดเร็วพอ และเติมเต็มช่องว่างระหว่างเป้าหมาย AI ไปสู่การดำเนินงานจริงได้อย่างไร? 

กลยุทธ์เปลี่ยน ข้อจำกัดระบบเดิมต้องเดินหน้าไปสู่ยุค ‘AI Readiness’ 

ในปี 2026 ภูมิทัศน์ภาคการธนาคารได้ก้าวข้ามจากการใช้ AI เป็นเพียง "ผู้ช่วย" ไปสู่ "การทำธุรกรรม" สถาบันการเงินชั้นนำระดับโลกเริ่มนำ Agentic AI หรือ "Digital Co-workers" ที่ทำงานได้แบบอัตโนมัติ มาใช้ในการจัดการธุรกรรมซื้อขายทั่วไปและดูแลกฎระเบียบภายใต้การกำกับดูแลโดยมนุษย์ อย่างไรก็ตาม รายงานล่าสุด Mind the Gap: Bridging the AI Infrastructure Readiness Divide กลับเผยให้เห็นความจริงที่น่ากังวลใจว่า แม้ 78% ขององค์กรในไทยจะเข้าสู่ระยะ 'ผู้สร้าง' (Builder) ด้าน AI แล้ว แต่มีเพียง 8% เท่านั้นที่พัฒนาเป็น 'ผู้บูรณาการ' (Integrators) และยังไม่มีองค์กรใดเลยที่ก้าวขึ้นไปถึงระดับ 'ผู้นำ' (Leader) 

ภาวะชะงักงันนี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่เป็นคอขวดเชิงกลยุทธ์ 3 ประการ ซึ่งมีสาเหตุตรงมาจากรูปแบบโครงสร้างพื้นฐานที่ล้าสมัย ประกอบด้วย: 

  • ต้นทุนจากความล้าสมัยและผลตอบแทนการลงทุนที่ไม่แน่นอน: สถาบันการเงินในไทยกำลังถูก "ฉุดรั้ง" ด้วยต้นทุนการซ่อมบำรุงฮาร์ดแวร์เก่าที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัญหานี้ถูกซ้ำเติมด้วยแรงกดดันทางการเงิน ผลการศึกษาของ STT GDC ระบุว่า 57% ของผู้บริหารไทยมองว่าข้อจำกัดด้านงบประมาณและความยากในการวัดผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) คืออุปสรรคสำคัญที่สุด และ 76% ขององค์กรยังจัดสรรงบไอทีเพื่อนำมาลงทุนด้าน AI ไว้เพียง 5% หรือน้อยกว่านั้น 
  • การขาดแคลนนวัตกรรมและบุคลากร: บุคลากรไอทีที่มีทักษะความเชี่ยวชาญถือเป็นทรัพยากรที่มีจำกัด องค์กรถึง 38% บอกว่าพวกเขากำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญภายในองค์กรอย่างหนักในการจัดการโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ซับซ้อน และเมื่อทีมงานภายในต้องติดอยู่ใน "โหมดซ่อมบำรุง" เพื่อประคองระบบเก่าๆ ให้ทำงานต่อไปได้ ก็เท่ากับการโดนตัดออกจาก Journey การแข่งขันทางด้านนวัตกรรมไปโดยปริยาย 
  • ช่องว่างด้านความยืดหยุ่นและข้อจำกัดของการขยายระบบ: มีองค์กรไทยไม่ถึง 10% ที่ระบุว่าพร้อมรองรับการขยายเวิร์กโหลด AI เต็มรูปแบบ ขณะนี้ ศูนย์ข้อมูลภายในองค์กรกำลังเผชิญกับ "ข้อจำกัดในการขยายระบบ" เนื่องจากขาดขีดความสามารถทั้งด้านการประมวลผล พื้นที่จัดเก็บข้อมูล และเครือข่ายที่จำเป็นต่อเทคโนโลยี AI ขั้นสูง 

อธิปไตยทางข้อมูล (Data Sovereignty) และช่องว่างความเชื่อมั่นในอุตสาหกรรม BFSI  


ในโลกดิจิทัลที่กระจัดกระจายนี้ การควบคุมข้อมูลด้านการเงินภายในประเทศไม่ได้เป็นเพียงแค่ทางเลือกอีกต่อไป ผลการศึกษาของ STT GDC พบว่าไม่มีองค์กรใดเลย (0%) ที่รู้สึกมั่นใจเต็มร้อยว่าระบบ AI ของตนจะสามารถคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของข้อมูลได้ ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงอย่างมหาศาลสำหรับอุตสาหกรรม BFSI ที่มีกฎระเบียบและการกำกับดูแลอย่างเข้มงวด 

  • มอง “อธิปไตยข้อมูล” เป็นกลยุทธ์หลัก (Sovereignty as a Strategy): ประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นเป็น "ฐานที่มั่น" ในระดับภูมิภาค เนื่องจากข้อบังคับของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ที่มีความเข้มงวดมากขึ้น กำหนดให้ข้อมูลทางการเงินที่ละเอียดอ่อนต้องถูกจัดเก็บและประมวลผลภายในประเทศเท่านั้น  
  • เพิ่มความพร้อมในการปฏิบัติตามกฎระเบียบ (Compliance-Readiness): การย้ายระบบไปยังศูนย์ข้อมูล (Colocation) ที่ทันสมัยและปลอดภัย จะช่วยให้สถาบันการเงินยกระดับสู่มาตรฐานอุตสาหกรรมระดับสากล พร้อมสร้างเกราะป้องกันให้กับธุรกิจในระดับองค์กรที่ระบบ On-Premises เดิมทำได้ยาก ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยอุดช่องว่างความเชื่อมั่นด้านธรรมาภิบาลข้อมูลได้อย่างสมบูรณ์

การก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลาง Hyperscale แห่งใหม่ของประเทศไทย  

ตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ของไทยกำลังเผชิญกับการขยายตัวเชิงกลยุทธ์ โดยคาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 6.29 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2031 

  • แรงขับเคลื่อนจากบริษัทระดับ Hyperscale: การลงทุนระดับหลายพันล้านดอลลาร์จากบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก กำลังผลักดันให้ประเทศไทยกลายเป็น Digital Hub ที่สำคัญ ซึ่งรองรับด้วยแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่มีกำลังการประมวลผลรวมทะลุ 2.87 กิกะวัตต์
  • เพิ่มแรงจูงใจด้วยประสิทธิภาพที่ดี: สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้เข้ามากระตุ้นการเติบโตนี้ ด้วยการมอบสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุดถึง 8 ปี ให้แก่ศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ประหยัดพลังงานและผ่านมาตรฐานขั้นสูง เช่น มีค่าประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Power Usage Effectiveness หรือ PUE ) ไม่เกิน 1.3

พันธกิจด้านความยั่งยืนในยุค AI 

กรอบการทำงานด้าน ESG หรือแนวทางการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล ในปี 2026 จะกลายเป็นข้อได้เปรียบทางการแข่งขันที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชื่อเสียงของแบรนด์และเป็นต้นทุนหลักการดำเนินงาน อย่างไรก็ตาม การเติบโตของ AI กำลังสร้างความท้าทายและความเสี่ยงแฝงในการดำเนินงาน จากผลการศึกษาของ STT GDC พบว่า องค์กรถึง 78% ยอมรับว่าแนวคิดด้าน ESG ยังถูกมองเป็นเรื่องรองจากเรื่องของประสิทธิภาพและต้นทุน ซึ่งสิ่งนี้ได้สร้างรอยเท้าความเสี่ยงที่สำคัญ (Critical risk footprint): ขณะที่ 50% ขององค์กรไทยลงทุนในฮาร์ดแวร์ AI ที่มีความหนาแน่นสูง (เช่น GPU) เพื่อขับเคลื่อนประสิทธิภาพ แต่มีเพียง 15% เท่านั้นที่กำลังพิจารณาและศึกษาการใช้ระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว (Liquid Cooling) อย่างจริงจัง ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นต่อการใช้งานฮาร์ดแวร์เหล่านี้อย่างยั่งยืน  

  • การยกระดับองค์กรที่เน้นผลลัพธ์จริง (Pragmatic Transformation): สถาบันการเงินยุคใหม่เริ่มตระหนักแล้วว่า การขยายความจุระบบไอทีแบบฉุกเฉินระยะสั้น ต้องไม่เป็นภาระด้านประสิทธิภาพและต้นทุนในระยะยาว และต้องเติมเต็มช่องว่างนี้เพื่อตอบสนองพันธกิจด้านความยั่งยืนขององค์กร  
  • การลดคาร์บอนเพิ่มขึ้น (Decarbonisation at Scale): โดยการร่วมมือกับพันธมิตรผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานที่มีเป้าหมายชัดเจน อาทิ STT GDC ซึ่งปัจจุบันใช้พลังงานหมุนเวียนในการดำเนินงานทั่วโลกแล้วกว่า 78% และตั้งเป้าบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2030 ช่วยให้สถาบันการเงินสามารถรองรับการประมวลผล AI ปริมาณมหาศาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ขัดต่อพันธกิจด้านความยั่งยืนขององค์กร 

ดันยุทธศาสตร์สำคัญ STT GDC พร้อมเป็นหนึ่งในพันธมิตรโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลขององค์กร 



เพื่อเติบโตอย่างแข็งแกร่งใน ‘ยุคแห่งการแข่งขัน’ ผู้นำ BFSI ของไทยต้องก้าวข้ามข้อจำกัดของระบบ On-premises อย่างไรก็ตาม การเพียงแค่เปลี่ยนไปใช้บริการ Colocation ทั่วไปนั้นไม่เพียงพออีกต่อไป อุตสาหกรรมจำเป็นต้องพึ่งพาพันธมิตรด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางและสามารถมอบคุณค่าที่แตกต่างได้ ซึ่ง STT GDC สามารถเป็นพันธมิตรเพื่อช่วยปลดล็อกข้อได้เปรียบให้กับสถาบันการเงิน ได้ด้วยจุดเด่นสำคัญ ดังนี้: 

  • ยกระดับความยืดหยุ่นและเสถียรภาพขององค์กร (Enterprise Resilience): ลดโอกาสในการสูญเสียรายได้ของธุรกิจ ด้วยการรักษามาตรฐานระยะเวลาที่ระบบสามารถทำงานได้ตามปกติอย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุดชะงัก (Uptime) ในระดับแนวหน้าของอุตสาหกรรม ควบคู่กับระบบกู้คืนข้อมูลจากภัยพิบัติ ซึ่งช่วยอุดช่องโหว่หรือจุดเปราะบางที่อาจทำให้ระบบหยุดทำงาน
  • มีประสิทธิภาพการเชื่อมต่อที่มีความหนาแน่นสูง (High-Density Connectivity): ดาต้าเซ็นเตอร์ที่เปิดกว้างการเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการเครือข่ายได้ทุกราย (Carrier-neutral) อย่าง STT Bangkok 3 ช่วยยกระดับความเร็วในการเชื่อมต่อที่ตอบสนองไว (Low-latency) ณ ใจกลางย่านธุรกิจ (CBD) พร้อมรองรับระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว (Liquid Cooling) ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการให้บริการดิจิทัลแบบเรียลไทม์ 
  • มีความคล่องตัวทางการเงิน (Financial Agility): การปรับเปลี่ยนรูปแบบจากการลงทุนก้อนใหญ่ (CapEx) ไปเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่คาดการณ์ได้ (OpEx) ช่วยให้องค์กรสามารถปรับลดหรือขยายทรัพยากรได้อย่างรวดเร็วตามทิศทางของตลาด

วันนี้การแข่งขันด้านโครงสร้างพื้นฐานมีมูลค่าสูงแตะ 1 ล้านล้านบาทนี้ เป็นมากกว่าแค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่มันคือตัวชี้วัดว่าสถาบันการเงินใดจะมีความคล่องตัวมากพอที่จะก้าวเป็นผู้นำในยุค AI Economy ที่มีการปรับใช้เทคโนโลยีหลากหลาย สำหรับอุตสาหกรรม BFSI การสลัดข้อจำกัดของระบบเดิมทิ้งไปนั้น และหันมาจับมือกับผู้เชี่ยวชาญด้านโครงสร้างพื้นฐานเฉพาะทาง เป็นหนทางลัดหนึ่งที่จะช่วยให้องค์กรเดินหน้าไปได้รวดเร็วกว่า ปลอดภัยกว่า และมีความอัจฉริยะยิ่งขึ้นในปีนี้