สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ร่วมกับ สถาบันไอเอ็มซี (IMC Institute) เผยแพร่ผลการสำรวจและประเมินสถานภาพอุตสาหกรรมดิจิทัลไทยประจำปี 2024 และคาดการณ์แนวโน้มความเติบโตระยะ 3 ปี (พ.ศ. 2025–2027) ระบุชัดอุตสาหกรรมดิจิทัลไทยขยายตัวพร้อมกันในทุกกลุ่มหลักเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี โดยมีมูลค่ารวมสูงถึง 2,093,984 ล้านบาท เติบโตขึ้นถึงร้อยละ 12.8 คิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 11.2 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)
อย่างไรก็ดี
แม้เศรษฐกิจดิจิทัลจะเติบโตอย่างร้อนแรง
แต่ผลการสำรวจกลับส่งสัญญาณเตือนภัยครั้งสำคัญเกี่ยวกับ ช่องว่างแรงงานด้านดิจิทัลขั้นวิกฤต โดยเฉพาะในทักษะด้านปัญญาประดิษฐ์
(AI) และการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics)
ที่ทักษะของบัณฑิตจบใหม่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ประกอบการ
ส่งผลให้เกิดปัญหาสมรรถนะไม่ตรงกับสายงาน
ซึ่งถือเป็นปัญหาเร่งด่วนที่สุดที่ทุกภาคส่วนต้องระดมสมองและแก้ไขร่วมกันเพื่อรักษาแต้มต่อของประเทศ
อุตสาหกรรมบริการดิจิทัล ทะยานสูงสุดในระบบด้วยแรงส่ง Shoppertainment

รศ.ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้อำนวยการสถาบันไอเอ็มซี
และผู้จัดการโครงการสำรวจข้อมูลและประเมินสถานภาพอุตสาหกรรมดิจิทัลไทย เปิดเผยว่า
กลุ่มอุตสาหกรรมบริการดิจิทัลเป็นดาวรุ่งที่ขยายตัวอย่างร้อนแรงที่สุดในปี 2024
โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 27.8
คิดเป็นมูลค่ารวม 367,000 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นปีแรกในรอบหลายปีที่บริการดิจิทัลเติบโตครบทั้ง
8 ประเภทธุรกิจ
แรงขับเคลื่อนหลักที่ทำให้ตัวเลขดังกล่าวพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดคือกระแสความนิยมของการค้าปลีกออนไลน์ในรูปแบบ Shoppertainment ซึ่งผสมผสานความบันเทิงเข้ากับการขายสินค้าผ่านการผลิตวิดีโอสั้นและการถ่ายทอดสด
(Live Streaming) ส่งผลให้กลุ่มบริการย่อย E-Commerce
มีมูลค่าขยายตัวเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 38.5 คิดเป็นมูลค่า 188,000 ล้านบาท
และถือเป็นส่วนสำคัญที่รับผิดชอบต่อมูลค่าที่เพิ่มขึ้นของอุตสาหกรรมบริการดิจิทัลทั้งระบบถึงร้อยละ
64.2
ในขณะเดียวกัน
บริการด้านโลจิสติกส์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Logistics)
ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องด้วยมูลค่า 115,000 ล้านบาท และกลุ่มฟินเทค (Fintech)
ทำยอดรวมอยู่ที่ 31,000 ล้านบาท
ส่วนกลุ่มที่มีอัตราการขยายตัวเชิงเปอร์เซ็นต์สูงสุดในตลาดคือ เทคโนโลยีการศึกษา
(EdTech) ซึ่งขยายตัวสูงถึงร้อยละ 52.4 และกลุ่มเทคโนโลยีด้านการท่องเที่ยว
(TravelTech) แตะระดับ 12,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม
รศ.ดร.ธนชาติ ให้ข้อสังเกตประเด็นสำคัญว่า แม้ตลาดจะขยายตัวเกือบร้อยละ 30
แต่การกระจายรายได้กลับไม่ได้เกิดขึ้นอย่างทั่วถึงตลอดห่วงโซ่คุณค่า
ผู้เล่นท้องถิ่นด้านบริการโลจิสติกส์และการขนส่งสินค้าเติบโตเพียงร้อยละ 2.1
และยังคงเผชิญกับการแข่งขันและการบีบราคา
รวมถึงความท้าทายจากแพลตฟอร์มรายใหญ่ที่หันมาบริหารจัดการระบบจัดส่งสินค้าด้วยตนเอง
อุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะ ทะลุ 1.4 ล้านล้านบาท ฝ่าตลาดสองความเร็ว


ในแง่ของมูลค่าเชิงปริมาณ
อุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะยังคงรักษาตำแหน่งพี่ใหญ่ด้วยสัดส่วนเกือบร้อยละ
70 ของอุตสาหกรรมดิจิทัลรวมของไทย โดยในปี 2024 มีมูลค่ารวมแตะระดับ 1,450,000 ล้านบาท เติบโตขึ้นร้อยละ 9.8
ซึ่งเป็นผลมาจากการฟื้นตัวและวัฏจักรขาขึ้นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก
ซึ่งได้แรงส่งสำคัญจากการเร่งสร้างระบบนิเวศโครงสร้างพื้นฐานสำหรับปัญญาประดิษฐ์
(AI Infrastructure) และการจัดตั้งศูนย์บริการข้อมูลขนาดใหญ่ (Data Center)
ทั่วโลก
ส่งผลให้ยอดการส่งออกฮาร์ดแวร์ของไทยขยายตัวอย่างมีเสถียรภาพแตะระดับ
1,210,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.4
โดยการส่งออกกลุ่มคอมพิวเตอร์เติบโตก้าวกระโดดกว่า เท่าตัว หรือร้อยละ 105.2
คิดเป็นมูลค่า 485,000 ล้านบาท ขณะที่อุปกรณ์เชื่อมต่อและประมวลผลต่อพ่วงเติบโตถึงร้อยละ
28.6
ซึ่งมีแรงกระตุ้นระยะสั้นจากการเร่งส่งมอบคำสั่งซื้อล่วงหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากมาตรการด้านภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา
(US Tariff) ที่ประกาศในช่วงกลางปี 2024
ในขณะที่ฝั่งนำเข้าฮาร์ดแวร์ มีมูลค่า 412,000 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยร้อยละ 1.2 ในรูปของสกุลเงินบาท เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แต่เมื่อพิจารณาในรูปสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐจะพบว่าขยายตัวร้อยละ 2.4 สาเหตุเกิดจากเงินบาทของไทยเฉลี่ยในปี 2024 มีอัตราแข็งค่าขึ้นราวร้อยละ 3.6 หากวิเคราะห์ข้อมูลภายในพบว่าการนำเข้าคอมพิวเตอร์และเซิร์ฟเวอร์เพื่อการใช้งานในประเทศไทยยังคงเติบโตสูงถึงร้อยละ 18.2 สะท้อนให้เห็นว่าองค์กรต่างๆ เร่งลงทุนซื้อหาเครื่องแม่ข่ายเพื่อนำมาประมวลผล AI

ศุภชัย สัจไพบูลย์กิจ ผู้เชี่ยวชาญและวิทยากรด้านไอทีและเทคโนโลยี AI ในประเทศไทยและได้วิจัยโครงการนี้ ให้ข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า โครงสร้างตลาดฮาร์ดแวร์ไทยในปัจจุบันกำลังทำงานภายใต้ลักษณะ “ตลาดสองความเร็ว” (Two-Speed Market) อย่างเห็นได้ชัด กล่าวคือ กลุ่มโรงงานผู้ผลิตและส่งออกชิ้นส่วนที่เชื่อมต่อกับห่วงโซ่อุปทานระดับโลกสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็วมากตามกระแสเทคโนโลยีโลก แต่ในทางตรงกันข้าม กลุ่มร้านค้าปลีกจำหน่ายอุปกรณ์และการให้บริการคอมพิวเตอร์และฮาร์ดแวร์ทั่วไปภายในประเทศกลับเผชิญกับทิศทางที่ชะลอตัวและหดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากกำลังซื้อภายในประเทศค่อนข้างอ่อนแอและผู้บริโภคระมัดระวังเรื่องการลงทุนซื้อสินค้าไอทีใหม่
อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์และบริการซอฟต์แวร์ ขยับสู่ระบบ Cloud First และโมเดลความร่วมมือกับศูนย์ข้อมูลโลก


สำหรับอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์และบริการซอฟต์แวร์
มีมูลค่ารวม 218,000 ล้านบาท เติบโตขึ้นร้อยละ
14.5 ซึ่งนับเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา
แบ่งเป็นอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์มูลค่า 84,000 ล้านบาท (เติบโต 12.1%)
และบริการซอฟต์แวร์มูลค่า 134,000 ล้านบาท (เติบโต 16.0%)
ซอฟต์แวร์ที่พัฒนาและผลิตเพื่อใช้ภายในประเทศมีมูลค่า
61,000 ล้านบาท เติบโต 11.8%
ขณะที่การส่งออกซอฟต์แวร์ของไทยยังมีมูลค่าค่อนข้างต่ำเพียง 2,800 ล้านบาท
แม้จะเติบโตร้อยละ 8.5 ด้านการนำเข้าซอฟต์แวร์เติบโตสูงถึงร้อยละ 17.2 มีมูลค่า
154,200 ล้านบาท สะท้อนชัดเจนว่าองค์กรธุรกิจในไทยพึ่งพาซอฟต์แวร์และบริการคลาวด์จากผู้ให้บริการยักษ์ใหญ่ต่างประเทศมากขึ้นเป็นลำดับ
ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจที่สุดในกลุ่มนี้คือ
อัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดดของซอฟต์แวร์ประเภทคลาวด์เช่าใช้ (SaaS/Cloud
Software) ที่ขยายตัวร้อยละ 28.4 ด้วยมูลค่า
42,000 ล้านบาท ซึ่งเติบโตเร็วกว่าซอฟต์แวร์แบบติดตั้งในเครื่อง (On-Premises)
ที่มีมูลค่า 42,000 ล้านบาท เติบโต 14.2% ถึงสองเท่าตัว
จนผลักดันให้คลาวด์ซอฟต์แวร์มีสัดส่วนครองส่วนแบ่งตลาดถึงร้อยละ 50.0 กลายเป็น
S-Curve ใหม่ของอุตสาหกรรม การพึ่งพาดังกล่าวสอดคล้องกับพฤติกรรมองค์กรไทยที่ก้าวข้ามจากการทำโครงการนำร่องเชิงทดลอง
ไปสู่การประยุกต์ใช้งาน AI เชิงปฏิบัติการจริง
ตลอดจนแรงดึงดูดจากการที่คลาวด์โปรไวเดอร์ระดับโลกตัดสินใจเร่งลงทุนสร้างศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ในเมืองไทย
สถิติกำลังคนและทางแก้ ช่องว่างสมรรถนะมหาศาล ความต้องการทะลุแสนแต่จบป้อนไม่ถึงหนึ่งในสาม



แม้ทิศทางรายได้จะเติบโตอย่างน่าประทับใจ แต่รายงานผลการสำรวจประจำปี 2024 ได้แสดงให้เห็นข้อเท็จจริงสำคัญอันน่าตกใจผ่านตัวเลข “วิกฤตช่องว่างกำลังคนดิจิทัล” ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยดีป้า ร่วมกับ ไอเอ็มซี ได้วิเคราะห์โครงสร้างความต้องการของกำลังคนดิจิทัลจำแนกตามรายอุตสาหกรรมหลัก ซึ่งแสดงรายละเอียดการขาดแคลนกำลังคนเปรียบเทียบกับจำนวนผู้สำเร็จการศึกษาในสายวิชาการที่เกี่ยวข้อง ดังปรากฏในข้อมูลเชิงลึกทางสถิติต่อไปนี้ ดังปรากฏในข้อมูลเชิงลึกทางสถิติต่อไปนี้

ตัวเลขข้างต้นสะท้อนว่าวิกฤตกำลังคนในกลุ่มซอฟต์แวร์รุนแรงมาก โดยความต้องการกำลังคนใหม่อยู่ที่ 32,000 คนต่อปี ในขณะที่ระบบอุดมศึกษาสามารถผลิตบัณฑิตสายซอฟต์แวร์โดยตรงได้เพียง 11,500 คน คิดเป็นเพียงร้อยละ 35.9 ส่วนวิกฤตของกลุ่มฮาร์ดแวร์นั้นหนักหนาสาหัสยิ่งกว่า เพราะต้องการแรงงานคุณภาพถึง 45,000 คนต่อปี แต่มีผู้จบตรงสายเพียง 12,000 คน คิดเป็น 26.6% เท่านั้น
ด้านกลุ่มบริการดิจิทัลมีตัวเลขเชิงปริมาณของบัณฑิตเกินความต้องการของผู้ประกอบการ ทว่ากลับประสบปัญหาความไม่สอดคล้องด้านทักษะความชำนาญ ซึ่งผู้ประกอบการต้องการพนักงานที่มีทักษะขั้นสูงด้าน AI, Data Engineering และการจัดการโครงสร้างข้อมูลแบบประมวลผลเร็ว
ทั้งนี้
การวิเคราะห์จำนวนบุคลากรจ้างงานจริงในระบบปี 2024 พบว่า
อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์มีการจ้างงาน 162,000 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.5
ด้านบริการดิจิทัลมีการจ้างงาน 108,000 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.2
ขณะที่อุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์จ้างงานอยู่ที่ 382,000 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.1
ส่วนหนึ่งมาจากการจัดสรรนิยามประชากรในระบบการซ่อมบำรุงเพิ่มเติม
ประเด็นสำคัญเชิงพฤติกรรมการจ้างงานคือ ปัญญาประดิษฐ์กำลังเข้าไปเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายในมากกว่าการทดแทนแบบตัดจำนวนคน งานด้านการเขียนระบบ สถาปัตยกรรมคลาวด์ และวิศวกรความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่ต้องอาศัยทักษะสูงยังคงขยายตัวสูง แต่กลุ่มแรงงานปฏิบัติงานประจำวันทั่วไปและการประมวลผลพื้นฐานเริ่มส่งสัญญาณจ้างงานชะลอตัวลงอย่างชัดเจน
ดัชนีชี้วัดที่น่าสนใจ (Productivity Boost) : จากข้อมูลอุตสาหกรรมบริการดิจิทัลพบว่า รายได้เฉลี่ยต่อคนทำงาน พุ่งสูงขึ้นจาก 2.90 ล้านบาท เป็น 3.40 ล้านบาทต่อคนในปีเดียว หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 17.2 เป็นการพิสูจน์เชิงสถิติว่า การนำเครื่องมือ Gen AI และระบบอัตโนมัติมาปรับใช้ในองค์กรธุรกิจช่วยส่งเสริมอัตราผลิตภาพ (Productivity) สูงขึ้นอย่างชัดเจน ทำให้ธุรกิจสามารถสร้างรายได้เติบโตเกือบ 3 เท่าตัวเมื่อเทียบกับอัตราจ้างงานที่เพิ่มช้าลง
ปฏิรูปทางความคิดและสร้างสรรค์ AI สไตล์ไทย ทำลายขีดจำกัดต้นทุนโทเค็นและสร้างระบบนิเวศข้อมูลภาษาไทย

ในการประชุมเสวนาเพื่อมองภาพอนาคตของอุตสาหกรรมดิจิทัล สุธัช ปานเจริญ นายกสมาคมสร้างสรรค์ปัญญาประดิษฐ์ไทย ได้นำเสนอแนวความคิดที่น่าสนใจเกี่ยวกับจุดยืนด้านเทคโนโลยีของประเทศชาติว่า “Generative AI ในปัจจุบันคือเวอร์ชันที่แย่ที่สุดเท่าที่เราจะได้ใช้งานจากนี้ไป เพราะระบบไม่มีวันหยุดพัฒนาและจะเก่งขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยไม่มีความจำเป็นต้องกระโจนเข้าไปในสงครามแข่งขันการพัฒนาโมเดลปัญญาประดิษฐ์ขนาดใหญ่ (Foundational LLM) แข่งกับค่ายระดับโลกอย่าง OpenAI หรือพยายามผลิตชิปเซตแข่งกับยักษ์ใหญ่อย่าง NVIDIA เพราะข้อจำกัดด้านทรัพยากรทุน”
ทว่า “แต้มต่อที่แท้จริง” ของคนไทยคือการประยุกต์ใช้งานเชิงพาณิชย์สร้างสรรค์
ที่ผสมผสานกับเอกลักษณ์และความแข็งแกร่งด้านความคิดสร้างสรรค์ที่เป็นรสนิยมแบบไทย
ดร.สุทัศน์
เผยว่าปัจจุบันบริษัทบันเทิงรายใหญ่จากสาธารณรัฐประชาชนจีนได้หันมาติดต่อซื้อลิขสิทธิ์โครงเรื่อง
Soft Power ของไทยเพื่อนำไปใช้ผลิตวิดีโอซีรีส์แนวตั้งยอดนิยมในตลาดต่างประเทศ
สะท้อนภาพว่าต้นทุนทางความคิดริเริ่มของคนไทยเป็นที่ต้องการในระดับสูง
แต่สิ่งที่กลายเป็นคอขวดฉุดรั้งขีดความสามารถการพัฒนาเทคโนโลยีคือ
ต้นทุนการทดลองใช้ AI (Token / API Cost) ที่มีราคาค่อนข้างแพง
ยกตัวอย่างการทดลองสร้างไฟล์วิดีโอความคมชัดสูง 1 นาที
หากต้องการทดสอบซ้ำเพื่อหาความลงตัวจำนวน 100 ครั้งอาจมีต้นทุนสูงถึง 10,000 บาท
หากทำ 1,000 ครั้ง ต้องเสียเงินกว่า 100,000 บาท
ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อเหล่านักประดิษฐ์รายย่อยและนักศึกษาไทยอย่างมาก
สมาคมสร้างสรรค์ปัญญาประดิษฐ์ไทย
จึงเสนอทางออกเร่งด่วน 2 ข้อหลัก คือ:
·
ประการแรก:
รัฐบาลต้องเข้ามาช่วยรวบรวมความต้องการใช้ API/Compute Power
ในระดับประเทศเพื่อเจรจากับเจ้าของเทคโนโลยีระดับโลกในการจัดทำแพ็กเกจการใช้ AI
ราคาพิเศษ (National AI Voucher / Volume Discount)
·
ประการที่สอง:
ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันสร้าง เครือข่ายชุดข้อมูลภาษาและวัฒนธรรมไทย (Thai
Language Data Commons) เพื่อป้อนและปรับจูนโมเดลระบบเปิด (Open-source LLM)
สำหรับติดตั้งและรันในองค์กรภายในประเทศ เพื่อช่วยลดอัตราค่าใช้จ่ายจากเดิมได้ถึง
80-90% อันจะเป็นการเปิดโอกาสและปลดล็อกเสรีภาพด้านนวัตกรรมให้กับคนรุ่นใหม่ในรั้วมหาวิทยาลัยได้ตั้งแต่นักศึกษาปีที่
3 และปีที่ 4 ผ่านการสร้างโครงการและโจทย์งานร่วมกับภาคเอกชนจริง
คาดการณ์ทิศทาง
3 ปี (พ.ศ. 2025–2027) มุ่งสู่ตลาดดิจิทัลมูลค่า 3 ล้านล้านบาทในปี 2027
ดีป้า และสถาบันไอเอ็มซี
ได้เปิดเผยตัวเลขคาดการณ์ทิศทางการเจริญเติบโตในระยะ 3 ปีข้างหน้า
ระบุชัดเจนว่าอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะจะยังคงเติบโตด้วยสัดส่วนความเร็วสูงสุดที่ร้อยละ
15.0 - 18.0% อัตราเฉลี่ยสะสมร้อยละ
16.5 ต่อปี รองลงมาคืออุตสาหกรรมบริการดิจิทัล คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 14.0 - 16.5%
ต่อปี เฉลี่ยสะสมร้อยละ 15.2 ต่อปี และซอฟต์แวร์ขยายตัวประมาณร้อยละ 11.0 - 13.0%
ต่อปี เฉลี่ยสะสมร้อยละ 12.1 ต่อปี
โดยวิเคราะห์ทิศทางระยะยาวร่วมกันว่าภายในปี พ.ศ. 2027 อุตสาหกรรมดิจิทัลรวมทั้ง 5 กลุ่มจะมีมูลค่าตลาดพุ่งทะยานพ้นเป้าหมายที่ระดับ 3,000,000 ล้านบาท (3 ล้านล้านบาท) หรือเติบโตขึ้นกว่า 1.5 เท่าตัว ซึ่งเป็นการเติบโตล้อไปตามวัฏจักรของการสร้างและจัดตั้งระบบโครงสร้างพื้นฐานสำหรับระบบปัญญาประดิษฐ์ โซลูชันคลาวด์ ตลอดจนโครงข่ายและศูนย์รวมการเชื่อมต่อระบบโทรคมนาคมยุคใหม่


ดร.ศุภกร สิทธิไชย รักษาการแทนผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า กล่าวสรุปปิดท้ายว่า ผลการสำรวจข้อมูลสถานภาพครั้งนี้จะเป็นแกนกลางที่รัฐบาลใช้เป็นประโยชน์ในการกำหนดนโยบายและทิศทางการยกระดับความสามารถในการแข่งขันระยะยาวของประเทศ ผ่านแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติต่อไป ตลอดจนสนับสนุนการสร้างแนวทางการตัดสินใจลงทุนทางธุรกิจของภาคเอกชนเพื่อเปลี่ยนภาพผู้รับจ้างผลิตสู่การเป็นประเทศผู้สร้างมูลค่าสร้างสรรค์ทางเทคโนโลยีและฝ่าด่านวิกฤตความสามารถอย่างเป็นระบบในก้าวต่อไป