26 ส.ค. 2569 30 0

เครือซีพี และทรู ผนึก AWS ทุ่ม 5 พันล้านดอลลาร์ ปั้นไทย Hub AI ภูมิภาค สร้างทักษะ 3 ล้านคน

เครือซีพี และทรู ผนึก AWS ทุ่ม 5 พันล้านดอลลาร์ ปั้นไทย Hub AI ภูมิภาค สร้างทักษะ 3 ล้านคน


เครือซีพี-อไรซ์-ทรู ผนึกกำลัง Amazon (AWS) เตรียมทรานสฟอร์มประเทศไทยสู่ศูนย์กลาง AI ระดับภูมิภาค ดันแคมเปญ “Thailand AI National Mission” สร้างแรงงานแห่งอนาคต 3 ล้านคน ปฏิวัติค้าปลีก การเงิน โทรคมนาคม ปูพรมการลงทุน 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ



โดยวิสัยทัศน์ 'ศุภชัย เจียรวนนท์' กางพิมพ์เขียว 5 ยุทธศาสตร์สำคัญ ข้ามกับดักรายได้ปานกลาง ดัน 'Green Data Center' แสนล้าน หนุนสตาร์ทอัพ-ปฏิรูปการศึกษา ดึงดูดสุดยอดฝีมือไอทีระดับโลก ด้าน 'ซิกเว่ เบรกเก้' ประกาศ 5 กลยุทธ์พลิกเกมธุรกิจ ดัน True สู่ AI-First และยกระดับ Ascend Money สู่ AI-Native Bank พร้อมนำดาวเทียมวงโคจรต่ำ Amazon LEO เสริมแกร่ง 'ไฮเม่ วัลเลส์' รองประธาน AWS แถลงปักหมุดลงทุนระบบโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว พร้อมส่งมอบวัฒนธรรมนวัตกรรมแบบ 'Day 1' ติดปีกธุรกิจไทย

เครือเจริญโภคภัณฑ์ (เครือซีพี) จึงร่วมกับ อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป (อไรซ์) ทรู คอร์ปอเรชั่น และ Amazon (รวมถึง Amazon Web Services หรือ AWS) ประกาศลงนามผนึกกำลังความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ชาติ ภายใต้แคมเปญระดับประเทศ “Thailand AI National Mission” AI เพื่อประเทศไทย เปิดโอกาสใหม่ให้ทุกคน ณ กรุงเทพมหานคร การประกาศผนึกกำลังครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อทรานสฟอร์มกลุ่มธุรกิจภายในเครือซีพี และร่วมผลักดันประเทศไทยขึ้นสู่การเป็นศูนย์กลางปัญญาประดิษฐ์ระดับภูมิภาค (Regional AI Hub) และปั้นอไรซ์รวมถึงเครือซีพีให้ทำหน้าที่เป็นประภาคารนำร่องด้านเทคโนโลยีหรือ AI Lighthouse ที่จะกระจายแรงขับเคลื่อนนวัตกรรมไปสู่ทุกภาคส่วนของประเทศ โดยมีความร่วมมือระยะยาวตลอด 5 ปีข้างหน้าเป็นหลักประกันความมั่นคงและการเติบโตทางเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย

จุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์ ยกระดับขีดความสามารถดิจิทัลของประเทศ

การประกาศความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีระดับโลก ซึ่งเป็นความร่วมมือที่ผสานพลังระหว่างเครือข่ายธุรกิจที่เข้าถึงผู้บริโภคชาวไทยโดยตรงหลายสิบล้านคนของเครือซีพี และความเชี่ยวชาญระดับโลกที่หาใครเทียบยากของ Amazon และ AWS ในด้านระบบคลาวด์ อีคอมเมิร์ซ และการสร้างประสบการณ์ลูกค้ายุคใหม่ โดยเป้าหมายร่วมกันคือการขับเคลื่อนและยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาบริการดิจิทัล และที่สำคัญที่สุดคือการร่วมสร้างและเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรไทยให้มีความสามารถระดับสูงในด้าน AI

หนึ่งในโครงการหลักที่เป็นประวัติศาสตร์ครั้งใหญ่ที่สุดของภาคเอกชนไทย คือ โครงการพัฒนาทักษะความพร้อมด้านดิจิทัล คลาวด์ และ AI ให้แก่คนไทยกว่า 3,000,000 คนทั่วประเทศ รวมถึงพนักงานทั้งหมดในเครือซีพีและทรู คอร์ปอเรชั่น โดยเครือซีพีได้เลือกทำงานร่วมกับ AWS ในฐานะพันธมิตรยุทธศาสตร์หลักในการอบรมเชิงปฏิบัติการ การมอบหลักสูตรการเรียนรู้เฉพาะทาง การรับรองทักษะฝีมือ (Certifications) และการสนับสนุนโปรแกรมนวัตกรรมเชิงปฏิบัติจริง เพื่อลดช่องว่างด้านดิจิทัลที่กำลังเป็นปัญหาสำคัญของไทย ซึ่งปัจจุบันข้อมูลจากสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) ระบุว่า เยาวชนและประชาชนไทยประมาณ 74% ยังคงมีช่องว่างทักษะดิจิทัลขั้นพื้นฐานที่ยังสามารถพัฒนาเพิ่มเติมได้อีกมาก

วิสัยทัศน์ 'ศุภชัย' กางพิมพ์เขียว 5 ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเสาหลักชาติ



ศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์, ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป และประธานกรรมการ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้แสดงวิสัยทัศน์อย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับการขับเคลื่อนประเทศในครั้งนี้ว่า AI จะเป็นตัวแปรสำคัญอย่างยิ่งต่อทางรอดและการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย เป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับศักยภาพการแข่งขันเพื่อให้ไทยก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง (Middle Income Trap) และช่วยสร้างความมั่งคั่งอย่างทั่วถึง (Distributed Wealth) ให้กับประชากรไทยในทุกระดับชั้น

ศุภชัย ระบุว่า ประเทศไทยในปัจจุบันถูกประเมินความสามารถในการแข่งขันในระดับสากลโดยสถาบัน IMD ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ให้อยู่ในลำดับที่ 26 ของโลก ซึ่งเป็นระดับที่ใกล้เคียงกับอันดับ GDP ที่อยู่ประมาณอันดับที่ 30 ทว่าการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในอีก 10 ปีข้างหน้าตามการคาดการณ์ของธนาคารโลก (World Bank) อาจจะดำเนินไปในแนวราบเฉลี่ยเพียง 2.2% ต่อปีเท่านั้น อย่างไรก็ตาม หากประเทศไทยมีการปรับตัวและนำเทคโนโลยี AI เข้ามาใช้อย่างเป็นรูปธรรมและครบวงจรในห่วงโซ่คุณค่า (AI Value Chain) จะสามารถเพิ่มผลิตผลของชาติและสร้างประโยชน์ให้กับระบบเศรษฐกิจโลก ซึ่งคาดว่าจะมีการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงขึ้นถึง 2.8% หรือในสถานการณ์ที่ดีที่สุดอาจเติบโตได้สูงถึง 6% และอาจสร้างมูลค่าเศรษฐกิจโลกเพิ่มขึ้นถึง 1% ถึง 3.2% ซึ่งตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าหลายฝ่ายอาจประเมินมูลค่าผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงต่อระบบการทำงานและความเป็นอยู่ของมนุษยชาติ (Well-being) ต่ำเกินไป


เพื่อเตรียมพร้อมให้ประเทศไทยก้าวสู่เวทีระดับภูมิภาคและระดับโลกอย่างยั่งยืน นายศุภชัย เจียรวนนท์ ได้เสนอพิมพ์เขียว 5 ยุทธศาสตร์หลักที่ประเทศไทยต้องเร่งดำเนินการร่วมกัน ทั้งในส่วนของภาครัฐและภาคเอกชน ดังนี้

ยุทธศาสตร์ที่ 1: พลังงานสะอาด และ Green Data Center (Clean Energy & Infrastructure)

ระบบนิเวศ AI ที่แข็งแกร่งต้องเริ่มต้นด้วยการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานระดับรากฐาน โดยเฉพาะ Data Center ซึ่งบริโภคพลังงานมหาศาล ดังนั้น การมีพลังงานที่สะอาดและเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral / Zero Carbon) จึงเป็นวาระแห่งชาติที่เร่งด่วน ทั้งนี้ ขีดความสามารถในการประมวลผล (Computing Power) ของประเทศไทยในปัจจุบันอยู่ที่เพียง 12 เมกะวัตต์ (MW) หรือกิโลวัตต์หลักสิบ เมื่อเปรียบเทียบกับสหรัฐอเมริกาที่มีสูงถึง 53 กิกะวัตต์ (GW) จีน 32 GW หรือเกาหลีและญี่ปุ่นรวมกันประมาณ 5 GW (โดยญี่ปุ่นเดี่ยวๆ อยู่ที่ 1.5 GW) อย่างไรก็ตาม ในอีก 5 ปีข้างหน้า ประเทศไทยมีโอกาสขยับขึ้นไปแตะระดับ 10 กว่ากิกะวัตต์ได้ หากมีการวางแผนการลงทุนและการดึงดูดทุนที่ดี โดยการลงทุนในระดับ 10 GW นี้ คาดว่าจะต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 300,000 ล้านบาท ถึง 3 ล้านล้านบาท ซึ่งเทคโนโลยีใน Data Center ยุคปัญญาประดิษฐ์นี้จะเปลี่ยนผ่านสู่หน่วยประมวลผลกราฟิกระดับสูง (GPU/VPU) ซึ่งต้องเปลี่ยนใหม่ในทุกๆ 5 ปี ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการดึงดูดห่วงโซ่อุปทานการผลิตเซมิคอนดักเตอร์และระบบทำความเย็นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเข้ามาในประเทศ และเป็นคำถามสำคัญว่าประเทศไทยจะสามารถดึงบริษัทชั้นนำระดับโลกอย่าง TSMC หรือ SK Hynix เข้ามาลงทุนในประเทศเพื่อก้าวกระโดดสู่ห่วงโซ่อุตสาหกรรมต้นน้ำได้หรือไม่

ยุทธศาสตร์ที่ 2: การพัฒนา AI Startup Ecosystem

การเติบโตอย่างไร้ขีดจำกัดเกิดขึ้นจากผู้สร้างนวัตกรรม ประเทศไทยต้องตั้งเป้าหมายสร้าง AI Startup ที่จดทะเบียนดำเนินธุรกิจในประเทศให้ได้ถึง 20,000 ราย ซึ่งในปัจจุบันประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์มีสตาร์ทอัพจดทะเบียนอยู่สูงถึง 5,000 ราย เนื่องจากมีนโยบายสนับสนุนและมาตรการจูงใจทางภาษี (Incentives) และระบบกองทุนร่วมลงทุน (Venture Capital - VC) ที่แข็งแกร่ง ดังนั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องสร้างสิทธิประโยชน์และการจับคู่เงินทุน (Fund Matching) ร่วมกันระหว่างรัฐ เอกชน และกองทุนระดับโลก เพื่อจูงใจให้สตาร์ทอัพและผู้มีความสามารถเข้ามาสร้างสรรค์นวัตกรรมในไทย หากสามารถสร้างสตาร์ทอัพได้ 20,000 ราย โดยเฉลี่ยรายละ 50 คน จะทำให้เกิดบุคลากรทักษะสูงทันที 1 ล้านคน และด้วยมูลค่าการลงทุนเฉลี่ย 1 ล้านดอลลาร์ต่อสตาร์ทอัพ จะเป็นการกระตุ้นเม็ดเงินทุนไหลเข้าประเทศถึง 20,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี

ยุทธศาสตร์ที่ 3: การดึงดูดบุคลากรระดับโลก (Global Talent Attraction)

นอกจากการสร้างจากภายในแล้ว ประเทศไทยต้องเปิดประตูเพื่อดึงดูดคนเก่งและผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกเข้ามาทำงาน ด้วยการปฏิรูปสิทธิประโยชน์ทางภาษีเงินได้บุคคลธรรม (Personal Income Tax) ความสะดวกด้านการพำนักของครอบครัว และความปลอดภัยในการใช้ชีวิต ซึ่งจะเป็นสิ่งดึงดูดอย่างดีต่อเหล่ายอดฝีมือไอทีที่กำลังเป็นที่ต้องการตัวทั่วโลกในเวลานี้

ยุทธศาสตร์ที่ 4: การปฏิรูประบบการศึกษาสู่ยุค AI (Education Reform)

ประเทศไทยมีนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัยราว 2 ล้านคน และอาชีวศึกษาอีก 800,000 คน นี่คือขุมพลังที่ต้องได้รับการปลดล็อกผ่านการสร้างหลักสูตรและจัดตั้งโครงการสตาร์ทอัพจำลอง (Mockup Startups) ในสถาบันการศึกษา หากเราสามารถรวมกลุ่มนักศึกษาทีมละ 10 คน จะสร้างโครงการนวัตกรรมได้มากถึง 200,000 โครงการ ซึ่งครอบคลุมทุกสายวิชาชีพ หากภาครัฐหรือกองทุนร่วมลงทุนสนับสนุนเงินทุนตั้งต้นทีมละ 1 ล้านบาท จะคิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวม 200,000 ล้านบาท ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับงบประมาณโครงการกระตุ้นผู้บริโภคระยะสั้นที่อาจต้องใช้เงินหลักแสนล้านบาทในระยะเวลาเพียง 4 เดือน (เดือนละ 50,000 บาทต่อคน) การเปลี่ยนเม็ดเงินนั้นมาลงทุนโดยตรงกับเยาวชนนักเรียนไทยเพื่อสร้างนวัตกรรมและฝึกความเป็นผู้ประกอบการเทคโนโลยี (Tech-Entrepreneurship) จะเป็นการเปลี่ยนพฤติกรรมและความคิดของคนรุ่นใหม่ให้สร้างความยั่งยืนแก่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง และหากมีโครงการที่ประสบความสำเร็จจนกลายเป็นยูนิคอร์น (Unicorn) เพียง 10 บริษัท ก็จะสามารถสร้างผลตอบแทนการลงทุนได้อย่างมหาศาลกลับคืนสู่ประเทศ

ยุทธศาสตร์ที่ 5: ธรรมาภิบาล จริยธรรมการใช้ AI และรัฐบาลอัจฉริยะ (AI Governance & AI Government)

จริยธรรมในการใช้ข้อมูลและนวัตกรรม AI เป็นเรื่องที่สำคัญสูงสุด ประเทศไทยต้องสร้างกรอบการกำกับดูแลที่รักษาความมั่นคงปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูล ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีไปปฏิรูปบริการของภาครัฐสู่ 'AI Government' ที่จะสร้างความโปร่งใสในข้อมูลและการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มขีดความสามารถในการเก็บภาษี และการปรับใช้นวัตกรรมระบุตัวตนทางดิจิทัลแบบรวมศูนย์ (Digital ID) ทั้งหมดนี้เพื่อตอบโจทย์วิสัยทัศน์ความมั่นคงด้านอธิปไตยทางปัญญาประดิษฐ์ (Sovereign AI) เพื่อปกป้องวัฒนธรรม ความมั่นคง และผลประโยชน์ของชาติต่อไป

'ซิกเว่' ปักหมุด 5 กลยุทธ์ประยุกต์ใช้ AI พลิกโฉมองค์กรสู่การใช้งานจริง



ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะกรรมการบริหารด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป และประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้เน้นย้ำว่า AI จะสร้างคุณค่าที่แท้จริงได้ก็ต่อเมื่อเทคโนโลยีนั้นสามารถนำมาประยุกต์ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับคุณภาพชีวิตของลูกค้า โดยความร่วมมือระยะเวลา 5 ปีในครั้งนี้ มุ่งเน้นไปที่การขับเคลื่อน 5 กลยุทธ์พลิกเกม AI ประเทศไทย ซึ่งจะเข้าไปเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมหลักผ่านการลงมือทำจริงในทิศทางต่างๆ ได้แก่

1.การสร้างองค์กรโทรคมนาคม AI-First (AI-First Telecom Organization): ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งผลักดันทรู คอร์ปอเรชั่น สู่เป้าหมายของการทำงานแบบอัตโนมัติเกือบทั้งหมด โดยนำเอาเทคโนโลยี AI และโมเดลวิเคราะห์ข้อมูลมาดูแลระบบไอทีและโครงข่ายแบบเรียลไทม์ พร้อมนำระบบบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ (Predictive Maintenance) มาใช้ตรวจจับความผิดปกติของโครงข่ายเพื่อทำการแก้ไขก่อนที่ลูกค้าจะพบปัญหา นอกจากนี้ ทรูกำลังร่วมมือกับอเมซอนในการศึกษาการใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมวงโคจรต่ำ (Low Earth Orbit - LEO) เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงบรอดแบนด์ความเร็วสูงให้แก่ชุมชนห่างไกลทั่วประเทศ

2.การพลิกโฉมวงการค้าปลีกอัจฉริยะ (Smart Retail & Supply Chain): เครือซีพีเตรียมนำนวัตกรรม AI ของ AWS มาเปลี่ยนแปลงและยกระดับประสบการณ์การซื้อสินค้าในจุดบริการกว่า 19,000 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งรวมถึงร้าน 7-Eleven, Lotus’s และ Makro โดยเปลี่ยนโฉมจากพื้นที่ร้านค้าธรรมดา ไปสู่ร้านค้าที่สามารถคาดการณ์ความต้องการและเสนอโปรโมชันสินค้าแบบเฉพาะเจาะจงรายบุคคล (Hyper-personalization) นอกจากนี้ จะมีโครงการนำแมชชีนเลิร์นนิงมาจัดทำระบบวางแผนซัพพลายเชนและสต็อกสินค้าบนคลาวด์ พร้อมระบบ Retail Media อัจฉริยะ และการใช้ Computer Vision เข้ามาช่วยตรวจวัดมาตรฐานหน้าร้านและการจัดวางชั้นสินค้าอย่างเต็มระบบ


3.การปฏิวัติสู่ธนาคารยุคใหม่ AI-Native Bank: ผ่านแอสเซนด์ มันนี่ (Ascend Money) ซึ่งเป็นบริษัทฟินเทคภายใต้กลุ่มอไรซ์ โดยมีแผนการเปิดตัวบริการธนาคารไร้สาขาหรือธนาคารเสมือนจริง (Virtual Bank) เพื่อขยายช่องทางโอกาสทางการเงินและการให้บริการทางการเงินแก่ประชากรในกลุ่มหมู่บ้านหรือชุมชนที่ยังเข้าไม่ถึงบริการธนาคารแบบเดิม (Underbanked) แอสเซนด์ มันนี่ จะนำ AI มาใช้ในทุกกระบวนการทำงานเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ตั้งแต่ระบบการวิเคราะห์และประเมินพฤติกรรมเครดิตด้วย AI การอนุมัติและดำเนินกระบวนการให้สินเชื่อ (Loan Origination) รวมถึงการยกระดับความปลอดภัยผ่านระบบ e-KYC อัจฉริยะ การตรวจจับการทุจริตแบบเรียลไทม์ และระบบแนะนำการเงินและการวางแผนการเงินเฉพาะบุคคล (Personalized Wealth Management)

4.ศูนย์ความเป็นเลิศด้าน AI ระดับภูมิภาค (AI Center of Excellence - CoE): การจัดตั้ง AI CoE ของเครือซีพีร่วมกับ AWS เพื่อพัฒนาและสร้างสรรค์ผลงานนวัตกรรมยุคใหม่ โดยในระยะแรกเน้นการพัฒนาระบบอัตลักษณ์ของลูกค้าในเครือทั้งหมดให้เป็นหนึ่งเดียวหรือระบบ Unified Customer Identity System (Single ID) พร้อมการนำเอาเครื่องมือ AI ที่พัฒนาซอฟต์แวร์ของอเมซอนมาเพิ่มประสิทธิภาพทีมไอทีของซีพี เช่น เครื่องมือช่วยเขียนโค้ด 'Kiro' และผู้ช่วยปัญญาประดิษฐ์ส่วนบุคคล 'Amazon Quick' รวมถึงการจัดทัพผู้เชี่ยวชาญจาก AWS เข้ามาทำงานร่วมกับทีมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีของเครือซีพีและทรูอย่างใกล้ชิด

5.การสร้างความพร้อมด้านทักษะและความเชี่ยวชาญด้าน AI แก่เยาวชนและบุคลากร: การเดินหน้ายกระดับทักษะและการพัฒนาคนไทย 3 ล้านคน ผ่านหลักสูตรและแพลตฟอร์มการอบรม ตลอดจนใบประกาศรับรองมาตรฐาน โดยมุ่งพัฒนาขีดความสามารถการใช้งานเทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์และรับผิดชอบ (Responsible AI) ตั้งแต่พนักงาน บุคลากร จนถึงภาคส่วนการศึกษา

AWS อัดฉีด 5,000 ล้านดอลลาร์ ขับเคลื่อนไทยด้วยคลาวด์และนวัตกรรม 'Day 1'


ไฮเม่ วัลเลส์ Vice President และ Managing Director, Asia Pacific, Japan & China ของ Amazon Web Services (AWS) ได้แสดงความยินดีต่อความร่วมมือในวันนี้ พร้อมเผยถึงแนวโน้มตลาดระดับโลกว่า ปัจจุบันปัญญาประดิษฐ์และคลาวด์อยู่ในจุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ (Deepening Point in Human History) โดยคาดการณ์ว่าการลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกเพื่อรองรับ AI จะมีมูลค่าทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2029 และเทคโนโลยี AI นี้จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มทางอุตสาหกรรมในเศรษฐกิจโลกได้สูงถึง 22 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในสิ้นทศวรรษนี้ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากการที่ AI ช่วยทำให้ 'ความฝันหรือไอเดีย' ของทุกคนถูกแปรเปลี่ยนเป็นสิ่งที่เป็นจริงได้รวดเร็วเพียงการใช้ภาษาธรรมชาติสื่อสารกับคอมพิวเตอร์

เพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่ประเทศไทย AWS ยืนยันการดำเนินแผนการลงทุนครั้งสำคัญด้วยงบประมาณสูงถึง 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.9 แสนล้านบาท) ในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์และดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยระยะยาว 15 ปีข้างหน้า ซึ่งการลงทุนนี้จะช่วยกระตุ้นมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศได้มากกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และสร้างงานให้กับแรงงานทักษะสูงได้ถึง 11,000 ตำแหน่งต่อปี นอกจากนี้ อเมซอนยังพยายามผลักดันแผนการลงทุนอย่างต่อเนื่องในระดับภูมิภาค โดยได้ประกาศงบการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมกว่า 33,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐไปจนถึงปี 2039


ไฮเม่ อธิบายเพิ่มเติมว่า หัวใจสำคัญในการทำความร่วมมือและสร้างนวัตกรรมให้ประสบความสำเร็จ ประกอบด้วยเสาหลัก 2 ประการใหญ่ (Two Core Pillars for AI Success) ได้แก่

ความพร้อมด้านเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน (Technological Readiness): การขับเคลื่อนปัญญาประดิษฐ์ต้องพึ่งพาระบบการทำงานของแพลตฟอร์มข้อมูลที่มีความเข้มแข็ง ปลอดภัย และมีความยืดหยุ่นสูง เพื่อตอบโจทย์เรื่องอธิปไตยของข้อมูลของแต่ละประเทศ โดย AWS นำเสนอ 'ทางเลือก' (Choice) ที่เปิดกว้างแก่ผู้ใช้งานในการนำโมเดลฐานราก (Foundation Models) ที่เหมาะสมที่สุดไปประยุกต์ใช้งาน ตลอดจนระบบรักษาความปลอดภัยระดับสูงสุดที่ปกป้องข้อมูลความลับขององค์กรและผู้บริโภคในทุกระดับ

ความพร้อมด้านวัฒนธรรมองค์กร (Cultural Readiness): ซึ่งสำคัญไม่แพ้กัน คือการเปลี่ยนผ่านวิธีคิดของผู้บริหารและทีมงานให้มีความมุ่งมั่นและเปิดใจทดลองเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ไปจนถึงวัฒนธรรมการกล้าที่จะล้มเหลวและเรียนรู้เพื่อที่จะก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว (Experiment, Fail, and Scale Fast) ในอเมซอนเรียกสิ่งนี้ว่าวัฒนธรรม 'Day 1' หรือวันแรกของการเริ่มทำสตาร์ทอัพที่เต็มไปด้วยความฝัน พลังงาน และการเอาใจใส่ต่อความต้องการของลูกค้าเป็นอันดับแรก ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกับวัฒนธรรมการทำงานของเครือซีพี ทรู และอไรซ์

ก้าวแรกแห่งนวัตกรรมเปิดกว้าง โครงการ 'AI FOR ALL' แข่งขันแฮกกาธอนระดับชาติ


นอกจากการร่วมมือระดับองค์กรแล้ว พันธมิตรทั้งสี่ฝ่ายยังประกาศส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์แก่สาธารณชนทั่วไปด้วยการร่วมมือจัดตั้งการแข่งขันนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ระดับประเทศภายใต้ชื่อ “AI FOR ALL” AI Innovation Hackathon ซึ่งจะเป็นเวทีเสรีที่เปิดโอกาสให้คนไทยอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ทั้งพนักงานออฟฟิศ นักวิจัย นิสิต นักศึกษา ตลอดจนประชาชนผู้มีความสนใจด้านปัญญาประดิษฐ์ มาร่วมนำเสนอผลงานไอเดียและสร้างสรรค์ต้นแบบโมเดล Generative AI เพื่อขับเคลื่อนและร่วมตอบโจทย์ความท้าทายระดับชาติในด้านที่สำคัญ ได้แก่ ด้านการเกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture) ด้านการยกระดับบริการสาธารณสุขเฉพาะกลุ่ม (Smart Healthcare) และการพัฒนาบริการการศึกษายุคดิจิทัล (Smart Education)



การดำเนินโครงการแฮกกาธอนนี้ จะได้รับการสนับสนุนทางเทคโนโลยี โมเดลคลาวด์ และที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจากทีมวิศวกรของ AWS และเครือซีพี เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเยาวชนไทยและบุคลากรในประเทศจะมีสนามประลองจริงที่เปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นนวัตกรรมที่ใช้งานได้จริงในอนาคตอันใกล้ ซึ่งจะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ดึงดูดผู้ร่วมพัฒนาและร่วมลงทุนในระดับอาเซียน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง ทรงพลัง และมีสิทธิพึ่งพาตัวเองในการพัฒนาอธิปไตยทางปัญญาประดิษฐ์ในระยะยาว