
ในงานเสวนา GOV Cloud 2026: Digital Infrastructure for the Government of the Future กระทรวงดีอีได้มีการเปิดเผยยุทธศาสตร์และทิศทางการขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยมีตัวแทนระดับนโยบาย ผู้เชี่ยวชาญ และผู้บริหารจากหน่วยงานหลักภาครัฐ ร่วมถ่ายทอดแนวทางยกระดับระบบคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) ไปสู่ National Cloud 2026 เพื่อรองรับการทำงานของรัฐบาลดิจิทัลที่ยั่งยืน
เป้าหมายสำคัญของยุทธศาสตร์นี้ ไม่เพียงแต่เป็นการรวมศูนย์โครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อประหยัดงบประมาณแผ่นดินเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการแก้ไขปัญหาการแบ่งแยกข้อมูล (Data Silo) การยกระดับความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ การบริหารจัดการพลังงานสะอาดสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) อย่างเข้มงวด
ก้าวสำคัญโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภาครัฐ ยกระดับ National Cloud และผลลัพธ์ของ GDCC

ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยถึงความคืบหน้าของระบบคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) ว่า ปัจจุบันระบบดังกล่าวได้รองรับการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐไปแล้วมากกว่า 4,000 ระบบงาน ซึ่งนับเป็นฐานรากสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่งานบริการดิจิทัลเต็มรูปแบบ
สำหรับเป้าหมายในปี 2570 รัฐบาลตั้งเป้าจัดหาโครงสร้างพื้นฐานไอซีทีแบบรวมศูนย์ ซึ่งคาดว่าจะช่วยประหยัดงบประมาณแผ่นดินได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 หรือคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 2,134 ล้านบาท โดยกระทรวงดิจิทัลฯ กำลังเร่งสร้างระบบนิเวศ National Cloud ที่มีความยืดหยุ่น ประสิทธิภาพสูง และครอบคลุมบริการ 3 ระดับสำคัญ ได่แก่ Infrastructure as a Service (IaaS): รวมถึงการจัดหาโครงสร้างพื้นฐานประมวลผลประสิทธิภาพสูง (GPU Infrastructure) เพื่อรองรับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data), Platform as a Service (PaaS): เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่นักพัฒนาซอฟต์แวร์ภาครัฐในการสร้างแอปพลิเคชันอย่างรวดเร็ว และ Software as a Service (SaaS): เพื่อให้หน่วยงานต่างๆ สามารถเรียกใช้โปรแกรมประยุกต์มาตรฐานได้ทันที
ไชยชนก ย้ำว่าการดำเนินงานทั้งหมดจะมุ่งเน้นความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ โดยยึดหลักความคุ้มค่า ความมั่นคงปลอดภัย และผลประโยชน์สูงสุดของประเทศในระยะยาวเป็นสำคัญ
ทลายการทำงานแบบแยกส่วน "ความกล้าเปิดเผยข้อมูล" คือกุญแจสำคัญ


ในการให้บริการประชาชนแบบไร้รอยต่อ (Seamless Services) ผู้แทนจากสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ DGA ได้สะท้อนมุมมองสำคัญว่า อุปสรรคหลักของภาครัฐในปัจจุบันไม่ได้เกิดจากความขาดแคลนเครื่องมือหรือเทคโนโลยี แต่เกิดจาก "ความกล้าในการเปิดเผยและเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกัน" เนื่องจากหน่วยงานส่วนใหญ่มีความกังวลเรื่องข้อผิดพลาดทางกฎหมายและการรั่วไหลของข้อมูล
DGA ได้เสนอแนวทางแก้ไขโดยใช้หลักการ "อย่าเริ่มนับหนึ่งใหม่" แต่ให้ดึงระบบหรือโครงสร้างพื้นฐานที่มีความพร้อมอยู่แล้วมาต่อยอด เช่น ระบบคลาวด์ GDCC ของ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT และแพลตฟอร์มกลางของ DGA
"หากหน่วยงานย้ายมาใช้งานอยู่บนแพลตฟอร์มกลางของเรา... เมื่อเกิดปัญหาหรือข้อวิพากษ์วิจารณ์ DGA พร้อมที่จะร่วมรับผิดชอบด้วยกัน ท่านไม่ได้เผชิญปัญหาเพียงลำพัง"
ยกระดับความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์เชิงรุกด้วยแพลตฟอร์ม VCO

ด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ได้ชี้ให้เห็นว่า ความเสี่ยงและเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากช่องโหว่พื้นฐานของระบบคลาวด์โดยตรง แต่เกิดจาก ความผิดพลาดในการตั้งค่าระบบ (Configuration Error) ระหว่างกระบวนการย้ายข้อมูลและระบบงาน (Migration)
สกมช. จึงเน้นย้ำถึงกรอบความรับผิดชอบร่วมกัน (Shared Responsibility Model) ระหว่างผู้ให้บริการคลาวด์และหน่วยงานผู้ใช้บริการ พร้อมกันนี้ สกมช. ได้พัฒนานวัตกรรม VCO (Vulnerability Assessment & Compliance Dashboard) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์ม Open Source ฟรี เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนนำไปใช้สแกนและประเมินความเสี่ยงด้านไซเบอร์ อาทิ Static Scan: การตรวจสอบช่องโหว่ตั้งแต่ระดับซอร์สโค้ด (Source Code) ในขั้นตอนพัฒนาโปรแกรม โดยมี AI ช่วยแนะนำจุดแก้ไข และ Dynamic Scan: การสแกนตรวจสอบความปลอดภัยของระบบขณะเปิดใช้งานจริง เพื่อป้องกันการโจมตีเชิงรุกอย่างทันท่วงที
แผนฟื้นฟูภัยพิบัติ และการเชื่อมโยงสู่โครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด


ดร.วงกต วิจักขณ์สังสิทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานดิจิทัล (หรือสายงานดิจิทัลและโซลูชัน) ที่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ได้นำเสนอทัศนะใหม่เกี่ยวกับการพัฒนาศูนย์ข้อมูล (Data Center) และโครงสร้างพื้นฐาน AI ว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ยุคใหม่มีความต้องการพลังงานไฟฟ้าและระบบหล่อเย็นมหาศาล ดังนั้น การวางยุทธศาสตร์ดิจิทัลจึงต้องดำเนินควบคู่ไปกับ โครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด (Green Energy) เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสอดรับกับเป้าหมายความยั่งยืน
ในด้านการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Plan - BCP) ดร. วงกต แนะนำให้จัดทำสำรวจคลังระบบ (Inventory) และจำแนกประเภทข้อมูล (Data Classification) ตั้งแต่วันแรกของการออกแบบ อาทิ ระบบวิกฤต (Critical Systems): เช่น ระบบสาธารณสุขและระบบความมั่นคง ต้องออกแบบในลักษณะ Active-Active เพื่อให้ศูนย์ข้อมูลหลักและศูนย์ข้อมูลสำรองประสานข้อมูล (Data Sync) และทำงานแทนกันได้ทันทีโดยไม่มีระยะเวลาหยุดชะงัก, ระบบทั่วไป (Non-Critical Systems): สามารถเลือกใช้สถาปัตยกรรม Active-Standby เพื่อบริหารจัดการต้นทุนอย่างเหมาะสม และการทดสอบระบบ: ต้องกำหนดระยะห่างของศูนย์สำรอง (DR Site) ในตำแหน่งที่ปลอดภัยจากภัยพิบัติเดียวกัน และจัดให้มีการซ้อมแผนกู้คืนระบบ (DR Drill) อย่างสม่ำเสมอ
การยกระดับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ในอุปกรณ์ชีวมิติ

ด้านประเด็นการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส./PDPC) ระบุว่า การมอบประสบการณ์การรับบริการแบบจุดเดียวจบ (Single Experience) ให้แก่ประชาชน ต้องอยู่บนพื้นฐานของการเชื่อมโยงระบบผ่าน API ที่ปลอดภัยและมีมาตรฐานข้อมูลกลาง (Common Data Standard)
นอกจากนี้ สคส. ได้ร่วมมือกับสำนักงาน กสทช. ในการตรวจสอบการใช้งานเทคโนโลยีในพื้นที่สาธารณะ และพบว่า กล้องวงจรปิด (CCTV) และอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลชีวมิติ (Biometrics) เช่น เครื่องสแกนลายนิ้วมือและระบบใบหน้า จำนวนมากที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ยังขาดการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยที่เหมาะสม ซึ่งมีความเสี่ยงสูงต่อการถูกดักจับหรือส่งออกข้อมูลส่วนบุคคลไปยังต่างประเทศ
สคส. จึงเตรียมเร่งออกข้อกำหนด มาตรฐานการควบคุม และมาตรการรับรองความปลอดภัยสำหรับอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลชีวมิติอย่างเข้มงวดภายในปีหน้า เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนในทุกจุดบริการของรัฐ


อย่างไรก็ตาม ยุทธศาสตร์ National Cloud 2026 ถือเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐไทย การบูรณาการความร่วมมือระหว่างกระทรวงดีอี, DGA, สกมช., สคส. และผู้เชี่ยวชาญภาคโครงสร้างพื้นฐานและพลังงาน จะช่วยสร้างระบบราชการดิจิทัลที่มีความยืดหยุ่น ปลอดภัย ประหยัดงบประมาณ และรับมือกับความท้าทายในอนาคตได้อย่างยั่งยืนจริง