ขานรับนโยบาย "อนุทิน-ไชยชนก" บังคับใช้มาตรการเข้ม MFA รีเซ็ตระบบภาครัฐ 20 กระทรวงภายใน 15 วัน พร้อมขยายศูนย์คุ้มครองสิทธิประชาชนครอบคลุม 5 ภูมิภาคทั่วไทย


พิธีเปิดจัดขึ้น ณ ห้องทับทิมสยาม 4 โรงแรมสุนีย์แกรนด์ (Sunee Grand Hotel) อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี โดย แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานในพิธีเปิดและมอบนโยบาย พร้อมด้วย ณรงค์ เทพเสนา ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี, พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองส่วนบุคคล (สคส.) ตลอดจนผู้บริหารหน่วยงานสังกัดกระทรวงดีอี หัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และประชาชนเข้าร่วมงาน
ยกระดับความมั่นคงไซเบอร์ภาครัฐ ยืนยันมาตรการ MFA และรีเซ็ตระบบเข้าถึงข้อมูลใน 15 วัน
แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดีอี กล่าวเน้นย้ำถึงทิศทางนโยบายว่า ตามที่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้วางแนวทางสำคัญในการเปลี่ยนผ่านการทำงานของหน่วยงานรัฐไปสู่ รัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) อย่างมั่นคง ปลอดภัย และยั่งยืน การสร้างความเชื่อมั่นในระบบดิจิทัลและการปกป้องข้อมูลของประชาชนจึงเป็นหัวใจสำคัญที่ต้องดำเนินการควบคู่กัน
สอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 ที่เห็นชอบแนวทางป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลอันเกิดจากบัญชีผู้ใช้งาน (Credential Leak) โดยการนำมาตรการยืนยันตัวตนหลายปัจจัย หรือ Multi-Factor Authentication (MFA) มาบังคับใช้อย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้เสนอการยกระดับมาตรการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลและลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ในหน่วยงานภาครัฐทั้ง 20 กระทรวง เพื่อสร้างมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของประเทศไทยให้ทัดเทียมกับระดับสากล และเพิ่มความมั่นใจให้แก่ประชาชน ภาคธุรกิจ ตลอดจนนักลงทุน
"กระทรวงดีอี ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างสูงสุด โดย รมว.ดีอี ได้ร่วมพูดคุยกับ 20 กระทรวง ให้ดำเนินมาตรการรีเซ็ตระบบการเข้าถึงข้อมูลของประชาชนภายใน 15 วัน ภายใต้มาตรการยืนยันตัวตนหลายปัจจัย MFA ควบคู่กับการสร้างความรู้ความเข้าใจเชิงรุกให้ประชาชนรู้จักปกป้องข้อมูลตนเองในชีวิตประจำวันและการใช้โซเชียลมีเดีย เพื่อก้าวสู่รัฐบาลดิจิทัลที่มั่นคงและปลอดภัยอย่างยั่งยืน" รมช.ดีอี กล่าว

ทำไมต้องอุบลราชธานี? ยุทธศาสตร์ศูนย์กลางการค้าและชายแดนอีสานใต้
จังหวัดอุบลราชธานีถือเป็นหัวเมืองหลักและเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การค้า การศึกษา และการแพทย์ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง อีกทั้งยังมีพื้นที่ชายแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูล การทำธุรกรรมดิจิทัล และการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนในหลากหลายกิจกรรม
การตั้งศูนย์บริการประชาชน PDPA Center จังหวัดอุบลราชธานี ณ สถานีตำรวจภูธรเมืองอุบลราชธานี จะทำหน้าที่สำคัญ 4 ด้านหลัก ได้แก่
1.รับแจ้งเบาะแสและเรื่องร้องเรียน: ช่วยเหลือประชาชนที่ถูกละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล หรือได้รับผลกระทบจากภัยดิจิทัล
2.ให้คำปรึกษาและสิทธิเจ้าของข้อมูล: แนะนำหน่วยงานรัฐ เอกชน และผู้ประกอบการท้องถิ่นให้ปฏิบัติตามกฎหมาย PDPA ได้ถูกต้อง
3.สร้างความรู้และเตือนภัยดิจิทัล: เสริมสร้างความตระหนักรู้ วิธีการรับมือ และการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลอย่างถูกต้อง
4.บูรณาการข้อมูลระดับพื้นที่: ประสานการทำงานร่วมกันระหว่าง สคส., กระทรวงดีอี, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, สำนักงานสถิติแห่งชาติ และภาคีเครือข่าย
พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการ สคส. ระบุเสริมว่า "การมี PDPA Center ในพื้นที่ ไม่ได้เป็นเพียงศูนย์รับเรื่องร้องเรียนเท่านั้น แต่เป็นกลไกสำคัญในการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และช่วยป้องกันความเสี่ยงก่อนที่จะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน"


กางแผนโรดแมป สคส. ปี 2569: ปักหมุด 5 ภูมิภาค ครอบคลุม 8 จังหวัดทั่วไทย
สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) เปิดเผยถึงแผนการขยายศูนย์บริการประชาชน PDPA Center จากเดิมที่มีการเปิดให้บริการแล้วใน 5 จังหวัด ได้แก่ นครสวรรค์, ชลบุรี, นครราชสีมา, สงขลา และเชียงใหม่
สำหรับในปี 2569 สคส. มีแผนขยายบริการและจัดกิจกรรมให้ครอบคลุม 5 ภูมิภาค รวม 8 จังหวัด โดยหลังจากเปิดศูนย์ฯ จังหวัดอุบลราชธานีแล้ว มีเป้าหมายดำเนินงานในพื้นที่ จังหวัดภูเก็ต เป็นลำดับถัดไป พร้อมตรวจเยี่ยมและต่อยอดศูนย์บริการเดิม เพื่อให้ประชาชนทั่วประเทศสามารถเข้าถึงสิทธิการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้อย่างเท่าเทียมและมั่นใจ

ทั้งนี้ ภายในงานเปิดศูนย์ฯ ณ โรงแรมสุนีย์แกรนด์ ได้มีการจัดบรรยายพิเศษเกี่ยวกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA), แนวทางการประเมินและลดความเสี่ยงจากการใช้ข้อมูลที่อาจกระทบสิทธิ รวมถึงกิจกรรม Workshop เชิงปฏิบัติการ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการทำงานได้จริง พร้อมทั้งมีนิทรรศการจากหน่วยงานภาคีเครือข่ายถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องการใช้บริการออนไลน์อย่างปลอดภัยและการป้องกันภัยดิจิทัล