6 ส.ค. 2569 173 0

หน่วยงานภาครัฐ ยกระดับสู่ 'Invisible Government' ปักหมุดบริการอัจฉริยะ Computable Services เต็มรูปแบบใน 2 ปี

หน่วยงานภาครัฐ ยกระดับสู่ 'Invisible Government' ปักหมุดบริการอัจฉริยะ Computable Services เต็มรูปแบบใน 2 ปี


ภาครัฐเตรียมพลิกโฉมบริการประชาชนเชิงรุกด้วย Pathumma LLM และ AI Agentic Chatbot ทลายปัญหากระทรวงคลัง-มหาดไทย-สาธารณสุข ยุติความซ้ำซ้อน รัฐบาลสั่งรีวิวกฎหมาย 7,600 ฉบับ พร้อมตรึงกำลังคนภาครัฐเน้นทำงานมูลค่าสูง

รัฐบาลไทยประกาศยุทธศาสตร์ครั้งประวัติศาสตร์ในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดินสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI Transformation) ในงานสัมมนาใหญ่ระดับชาติ “AI for Public Sector: AI-Driven Government Services” ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท โดยบูรณาการความร่วมมือ 3 ประสานระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.), สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) และ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ DGA ร่วมเปิดตัวนวัตกรรมเปลี่ยนเมือง “AI Agentic Chatbot” บนฐานรากโมเดลภาษาไทยแห่งชาติ Pathumma LLM เพื่อขับเคลื่อนสู่การเป็น "รัฐบาลที่มองไม่เห็น" (Invisible Government) และให้บริการแบบประมวลผลตัดสินใจอัตโนมัติ (Computable Services) อย่างเต็มรูปแบบ

วิสัยทัศน์  "Computable Services” เพื่อการปฏิรูปโครงสร้างรัฐ


ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ประธานเปิดงานพร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “วิถีใหม่ภาครัฐไทยในยุค AI” เน้นย้ำว่า การนำ AI มาใช้ในระบบราชการไทยไม่ใช่เพียงแค่การนำเครื่องมือมาเพิ่มประสิทธิภาพหรือทำให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลเท่านั้น แต่คือโอกาสสำคัญในการ “Redesign” หรือทบทวนบทบาทภารกิจและออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ทั้งหมด โดยมีประเด็นยุทธศาสตร์สำคัญ 4 ประการ ได้แก่

1.เป้าหมาย Computable Services ใน 1-2 ปี ตั้งเป้าเปลี่ยนผ่านไปสู่การให้บริการที่ระบบคอมพิวเตอร์และ AI ประมวลผลและตัดสินใจได้เองอัตโนมัติ โดยรัฐบาลจะผลักดันการเตรียมข้อมูลให้พร้อมสำหรับเครื่องจักร (Machine Readable) ให้สำเร็จในวาระรัฐบาลนี้

2.การปฏิรูปกฎหมาย 7,600 ฉบับ กำลังรีวิวกฎหมายลำดับรองและหลักเกณฑ์กว่า 7,600 ฉบับ เพื่อแก้ไขให้ทันสมัย ลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ และเปลี่ยนบทบาทภาครัฐจาก “ผู้ควบคุม” (Regulator) เป็น “ผู้สนับสนุน” (Facilitator)

3. นโยบายตรึงกำลังคนภาครัฐ (No-Headcount Growth) มีนโยบายชัดเจนในการ “ไม่รับคนเพิ่ม” และลดงบประมาณด้านบุคลากรให้ไม่เกิน 30% ตามเกณฑ์ ก.พ.ร. โดยนำ AI มาทำงานธุรการและงานซ้ำซ้อน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ไปทำงานเชิงยุทธศาสตร์ที่สร้างมูลค่าเพิ่ม (Value-added Work)

4.อธิปไตยทางข้อมูล (Sovereign AI) เน้นย้ำการใช้โมเดลภาษาไทย (Thai LLM) ที่พัฒนาโดยคนไทยเพื่อรักษาอธิปไตยทางเทคโนโลยีและข้อมูลข่าวสารราชการ พร้อมกำชับเรื่องจริยธรรม AI และการป้องกันการนำ AI ไปใช้ทุจริต

รัฐบาลที่มองไม่เห็น "Invisible Government" และการยกระดับ Super App “ทางรัฐ”


ดร.ณัฐวัชร์ วรนพกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ DGA ให้สัมภาษณ์นำเสนอความก้าวหน้าของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มุ่งเน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยมีไฮไลท์สำคัญ ได้แก่ Invisible Government & Proactive Services เปลี่ยนจากบริการที่ประชาชนต้องร้องขอ เป็นการส่งมอบบริการให้อัตโนมัติ เช่น เมื่อเด็กเกิดใหม่ ระบบจะแจ้งและจองสิทธิ์การศึกษาทันที หรือเมื่ออายุครบ 60 ปี จะได้รับเบี้ยผู้สูงอายุอัตโนมัติผ่านพร้อมเพย์โดยไม่ต้องเดินทางไปแสดงตัวตน

ส่วน Personalized Super App “ทางรัฐ” ปัจจุบันมีผู้ใช้งานกว่า 43 ล้านราย และกำลังพัฒนาให้ปรับเปลี่ยนอินเทอร์เฟซและบริการตามช่วงวัย (วัยเรียน-ข้อมูลการศึกษา, วัยทำงาน-ภาษี/ทะเบียนรถ, ผู้สูงอายุ-สวัสดิการรักษาพยาบาล/เบี้ยยังชีพ) พร้อมทั้ง ยกระดับท้องถิ่นดิจิทัล & ความปลอดภัย พัฒนา Portal กลางให้ อบต. และเทศบาลทั่วประเทศ เพื่ออนุมัติใบอนุญาตดิจิทัล รวดเร็ว ละดุลพินิจ พร้อมกำกับดูแลความปลอดภัยข้อมูลผ่านระบบ GDX (Government Data Exchange) การทดสอบระบบความปลอดภัยทุกเดือน และการทำ National Cloud

Pathumma LLM และนวัตกรรม AI Agentic Chatbot อัจฉริยะ


ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค สวทช.) ยังได้เปิดเผยถึงโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ของประเทศ  ก่าวว่า "AI Agentic Chatbot ระบบผู้ช่วยอัจฉริยะยุคใหม่สามารถ “คิด วางแผน และเชื่อมโยง” ข้อมูลข้ามหน่วยงานได้ โดยเปิดตัวนำร่อง 5 หน่วยงานหลัก ได้แก่ กรมที่ดิน, กรมสรรพากร, กรมการปกครอง, สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เพื่อประมวลผลคำตอบเดียวที่ถูกต้องและเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว ส่วน Pathumma LLM โมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่พัฒนาโดยเนคเทค สวทช. ทำหน้าที่เป็นแกนหลักเพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติ และลดงบประมาณโครงสร้างพื้นฐานผ่านแพลตฟอร์มกลาง (GTCC)

"การขับเคลื่อนระดับท้องถิ่นและวิสัยทัศน์ ยกตัวอย่างความสำเร็จ Smart City ใน จังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมเน้นย้ำว่า AI Transformation สำเร็จได้ด้วยวิสัยทัศน์ของผู้บริหารระดับสูง (CEO Vision) และการรักษาสมดุลระหว่างการซื้อ (Buy) กับการพัฒนาเอง (Build)" ดร.ชัย กล่าว


นอกจากนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในฐานะ Research Engine ของประเทศ พร้อมนำความเชี่ยวชาญขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านจาก Generative AI สู่ Agentic AI เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มั่นคง ในขณะที่ อ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการ ก.พ.ร. ระบุว่า ก.พ.ร. ได้กำหนดทิศทางนโยบายและตัวชี้วัด (KPI) เพื่อบังคับและกระตุ้นให้ทุกหน่วยงานราชการประยุกต์ใช้ AI ลดขั้นตอน เพิ่มความโปร่งใส และสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดแก่ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

AI Agentic Chatbot” (https://chatbotportal.opdc.ai.in.th/) มุ่งยกระดับประสบการณ์การติดต่อราชการให้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น แก้ปัญหาข้อมูลแยกส่วน (Siloed Data) ของหน่วยงานรัฐ ด้วยขีดความสามารถของ Agentic AI ระบบจะทำหน้าที่ “คิด วางแผน และเชื่อมโยง” ข้อมูลข้ามหน่วยงานแทนประชาชน โดยใช้ Pathumma LLM เป็นแกนหลักในการประมวลผล และมี Pathumma Connect ทำหน้าที่เชื่อมโยงเครือข่ายข้อมูลแชทบอทของ 5 หน่วยงานนำร่อง ได้แก่ กรมที่ดิน กรมสรรพากร กรมการปกครอง สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ให้สามารถทำงานสอดประสานเป็นหนึ่งเดียว ส่งผลให้เมื่อประชาชนมีคำถามหรือความต้องการที่คาบเกี่ยวในหลายภารกิจ ระบบจะทำการสืบค้นและดึงข้อมูลจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาประมวลผลเป็นคำตอบเดียวที่ถูกต้อง ครอบคลุม พร้อมแสดงแหล่งอ้างอิงที่เชื่อถือได้ อำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการภาครัฐได้อย่างง่ายดายเบ็ดเสร็จจากจุดเดียว ก้าวสำคัญสู่บริการ AI-Driven Government Services อย่างเป็นรูปธรรม


ความร่วมมือดังกล่าวเริ่มจาก ก.พ.ร. กำหนดทิศทาง ขับเคลื่อนนโยบายและเป้าหมายยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการ ควบคู่ไปกับการสนับสนุนให้หน่วยงานรัฐนำ AI ไปประยุกต์ใช้ในหน่วยงานนำร่อง ในขณะที่ สวทช. จะเป็นหน่วยงานหลักในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี AI ไปสนับสนุน โดยมี Pathumma LLM เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถต่อยอดเป็นบริการที่เหมาะสมกับบริบทของภาครัฐ เช่น AI Agentic Chatbot และ Pathumma Connect ส่วน DGA จะทำหน้าที่เชื่อมโยงบริการเหล่านี้เข้ากับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลส่วนกลาง พร้อมผลักดันการใช้งานจริงภายใต้หลัก AI Governance เพื่อให้เกิดความมั่นคงปลอดภัยและน่าเชื่อถือ