การขยายตัวอย่างรวดเร็วของ agentic AI ก่อให้เกิดช่องว่างในการกำกับดูแลภัยคุกคามที่ระบบป้องกันแบบเดิมไม่สามารถครอบคลุมได้ ปัจจุบัน ‘Identity’ ได้กลายเป็นช่องทางการโจมตีอันดับหนึ่ง แซงหน้าการโจมตีด้วยมัลแวร์ขององค์กรทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกไปแล้ว ความท้าทายนี้ได้เปลี่ยนแปลงภาพรวมด้านภัยไซเบอร์ไปอย่างสิ้นเชิง เนื่องจาก Machine และ AI Identity ในปัจจุบันมีจำนวนมากกว่าจำนวนพนักงานในองค์กรถึง 111 เท่า ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ทุกองค์กรนำ AI agent ที่ทำงานแบบอัตโนมัติเข้ามาใช้งานอย่างรวดเร็ว
และแม้ทุกองค์กรจะใช้ AI agent แต่องค์กรส่วนใหญ่ยังคงใช้แนวทางการรักษาความปลอดภัยแบบเดิม โดยเน้นการปกป้อง Identity ของพนักงานในองค์กรเป็นหลัก โดยในงานเสวนากับสื่อมวลชนครั้งล่าสุด พาโล อัลโต เน็ตเวิร์กส์ ได้นำเสนอผลการศึกษาจากรายงาน Identity Security Landscape Report 2026 ซึ่งอ้างอิงสำรวจความคิดเห็นของผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์จำนวน 2,930 คนจากทั่วโลก พบว่ามีช่องว่างที่กว้างมากขึ้น ระหว่าง ขนาดและความซับซ้อนของสภาพแวดล้อมด้าน Identity ในปัจจุบัน กับ สถาปัตยกรรมด้านความปลอดภัยที่องค์กรใช้เพื่อบริหารและกำกับดูแล Identity เหล่านั้น โดยส่วนใหญ่ยังไม่สามารถรองรับความเปลี่ยนแปลงขององค์กรในยุค AI ได้อย่างเพียงพอ

ผลการสำรวจสำคัญในภูมิภาค เอเชียแปซิฟิก
เจฟฟรีย์ ก๊ก (Jeffrey Kok) ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายที่ปรึกษาผลิตภัณฑ์ Idira พาโล อัลโต เน็ตเวิร์กส์ กล่าวว่า ปัจจุบัน 9 ใน 10 ขององค์กรเคยประสบปัญหาการถูกเจาะระบบจากช่องโหว่ของIdentityในปีนี้ ขณะที่ ทรัพยากรไอทีและIdentity AI กำลังเติบโตขึ้นในสัดส่วนเกือบ 40% ต่อปี ซึ่งการเติบโตมีผลจากการใช้งาน AI เป็นปัจจัยขับเคลื่อนภายในองค์กร ผลการสำรวจนี้ยังระบุว่า องค์กรส่วนใหญ่ไม่สามารถป้องกันการถูกเจาะระบบที่เกี่ยวข้องกับ Identity ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือระบบป้องกันที่กระจัดกระจายไม่เชื่อมโยงถึงกัน (Fragmentation) ซึ่งทำให้องค์กรตอบสนองต่อเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยได้ช้าลงอย่างมาก องค์กรอาจต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงในการแก้ไขปัญหา ในขณะที่ผู้โจมตีใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมงในการเจาะระบบเท่านั้น ภายใต้สถานการณ์ที่ซับซ้อนนี้ ผู้โจมตีไม่จำเป็นต้องเจาะเข้าสู่ระบบความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์อีกต่อไป เพราะเขาสามารถ "ล็อกอิน" ด้วย Identity ของพนักงานหรือ AI ที่ถูกขโมยมาก็สามารถเข้าถึงระบบได้ และทางเดียวที่จะปิดช่องว่างนี้ได้ คือการใช้แพลตฟอร์มที่สามารถค้นหา (Discover) ควบคุม (Control) และกำกับดูแล (Govern) Identity ทุกประเภท พร้อมบังคับใช้นโยบายและระดับการควบคุมความปลอดภัยที่เหมาะสมกับแต่ละ Identity ได้อย่างครบวงจร
สิ่งที่หมายความต่อภูมิภาคอาเซียน (What This Means for ASEAN)
ผลการสำรวจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกสะท้อนสถานการณ์ในภูมิภาคอาเซียนได้เป็นอย่างดี
เนื่องจากองค์กรในอาเซียนกำลังเร่งนำ AI มาประยุกต์ใช้ในองค์กรเช่นกัน
นั่นทำให้ความเสี่ยงต่อการถูกโจมตีด้าน Identity เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ข้อมูลสถิติของประเทศสิงคโปร์เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของทั้งด้านความท้าทายและ
ความเร่งด่วนในการรับมือ
ปัจจุบัน Machine Identities ในองค์กรของสิงคโปร์มีจำนวนมากกว่ามนุษย์เฉลี่ยถึง 107 ต่อ 1 และ 85% ขององค์กร คาดว่าจำนวน AI Agents และ Machine Identities จะยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ปัจจัยหลักที่ผลักดันการเติบโตดังกล่าว ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของ Machine Identities (51%), การขยายความร่วมมือกับบุคคลภายนอก เช่น พันธมิตรทางธุรกิจและผู้ให้บริการ (43%) และการนำ Large Language Models (LLMs) มาใช้งาน (41%)
Siddharth Deshpande (สิทธารถ เดชเพน) ผู้อำนวยการฝ่ายโซลูชันอุตสาหกรรม พาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ เอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายความปลอดภัยสารสนเทศ (CISO) ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีหน้าที่หลัก 2 ประการ คือ การสร้างความปลอดภัยให้กับ AI ตั้งแต่การออกแบบ จนถึงการต่อสู้กับ AI ด้วย AI (Fighting AI With AI) การยกระดับ Identity Security ถือเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความสอดคล้องระหว่างฝ่ายธุรกิจและทีม Security/Risk โดยองค์กรจำเป็นต้องยุติการทำงานแบบแยกส่วนของระบบ Identity (Identity Silos) ยกเลิกการให้สิทธิ์แบบถาวร (Standing Privileges) และขยายการควบคุมสิทธิ์แบบ Dynamic ไปยัง Identity ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น Human, Machine หรือ Agentic Identities เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง

องค์กรจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงอะไร
(What Needs to Change)
การแก้ไขช่องว่างด้านความปลอดภัยของ
Identity นั้น
องค์กรจำเป็นต้องปรับแนวคิดด้านการกำกับดูแล (Governance) ใหม่ตั้งแต่รากฐาน
โดยเริ่มจาก การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่สำคัญ ดังนี้
·
ทำให้ AI
Agents อยู่ภายใต้การมองเห็นและการกำกับดูแล
องค์กรต้องสามารถค้นหา และบริหารจัดการ AI Agent จากศูนย์กลาง
โดยครอบคลุมทั้ง SaaS, Cloud และ Developer
Environments โดยมอบสิทธิ์การเข้าถึงของ AI Agent เฉพาะช่วงเวลาที่ทำงานเท่านั้น พร้อมจัดเก็บ Audit Trail อย่างครบถ้วน เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ว่า AI Agent แต่ละตัวดำเนินการอะไร
และดำเนินการในนามของใคร
·
บังคับการให้สิทธิใช้แบบ Just-in-Time
และจำกัดระยะเวลา ยกเลิกการให้สิทธิ์การเข้าถึงแบบถาวร
(Standing Privileges) ในทุกช่องทาง
แล้วเปลี่ยนมาให้สิทธิ์เฉพาะเมื่อต้องการใช้งาน
ยกเลิกสิทธิ์เมื่อการใช้งานเสร็จสิ้น และเก็บบันทึก log กับทุกการกระทำที่เกิดขึ้น
·
เปลี่ยนสู่ Platformization
และระบบอัตโนมัติของ Identity Lifecycle การบริหารจัดการ
Identity ในยุค AI ไม่สามารถอาศัยกระบวนการแบบ
Manual ได้อีกต่อไป องค์กรจำเป็นต้องใช้แพลตฟอร์มที่สามารถ
ค้นหา Identity, กำกับดูแลสิทธิ์การเข้าถึง, และ บังคับใช้นโยบายด้านความปลอดภัยแบบ Real-time ครอบคลุมทั้ง
Human, Machine และ Non-human Identities การทำงานแบบอัตโนมัติ (Automation) คือแนวทางเดียวที่จะช่วยให้องค์กรสามารถตอบสนองต่อภัยคุกคามได้
ด้วยความเร็วระดับเดียวกับเครื่องจักร (Machine Speed) ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในยุคที่
AI และ Agentic Identities กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว