เครือสหพัฒน์ สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญในแวดวงธุรกิจไทย ด้วยการประกาศจัดตั้งความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ครั้งประวัติศาสตร์ในงาน “AI Innovation Alliance” โดยบริษัท อี-คอมเมอร์ซ ดิจิทัล ไทย โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ EDTH ผนึกกำลังร่วมกับ ทรูบิสิเนส (True Business), เอ้ก ดิจิทัล (EGG Digital) และซอฟต์แบงก์ คอร์ป (SoftBank Corp.) เพื่อสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม (Ecosystem) ที่แข็งแกร่งที่สุด ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและเทคโนโลยี AI ของเครือสหพัฒน์ทั้งหมด มุ่งสู่การเป็นองค์กรอัจฉริยะที่เติบโตอย่างยั่งยืนในระดับสากล
จากวิสัยทัศน์ 80 ปี สู่การบูรณาการ 300 บริษัทด้วยพลัง AI


ดร.สุรัตน์ วงศ์รัตนภัสสร กรรมการ บริษัท อี-คอมเมอร์ซ ดิจิทัล ไทย โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ EDTH เปิดเผยว่า เครือสหพัฒน์ยืนหยัดสร้างคุณค่าและเติบโตในสังคมไทยมานานกว่า 80 ปี ผ่านการปรับตัวตามกระแสโลกอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ในยุคปัจจุบันที่การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง (Disruption) การเปลี่ยนผ่านจากเทคโนโลยีอนาล็อกสู่ดิจิทัลและ AI จึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง
"ประธานบุญสิทธิ์ โชควัฒนา มีวิสัยทัศน์ที่ต้องการเห็นความยั่งยืนของบริษัทในเครือผ่านการเชื่อมโยงข้อมูล ธุรกิจ และสินค้าเข้าด้วยกัน โดยภารกิจสำคัญของ EDTH คือการทำหน้าที่เป็นศูนย์กลาง (Hub) ในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากพันธมิตรระดับสากลมาปรับใช้กับบริษัทในเครือกว่า 300 แห่ง ความร่วมมือครั้งนี้จะไม่ใช่เพียงการซื้อขายเทคโนโลยี แต่เป็นการสร้างโมเดลความร่วมมือที่ช่วยให้ทุกบริษัท ตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ สามารถเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกได้พร้อมกัน หากปล่อยให้แต่ละบริษัทดำเนินการเองย่อมยากจะประสบความสำเร็จ" ดร.สุรัตน์ กล่าว
รากฐานดิจิทัลที่แข็งแกร่ง หัวใจหลักของ Enterprise AI


ในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ดร.ธีรเดช ดำรงค์พลาสิทธิ์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกลุ่มธุรกิจองค์กร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้เน้นย้ำว่า มูลค่าที่แท้จริงของ AI ไม่ได้อยู่ที่ตัวเทคโนโลยีเอง แต่อยู่ที่ความสามารถในการสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่จับต้องได้จริง (Tangible Business Outcomes) ทรูบิสิเนสจึงเข้ามาสนับสนุนในฐานะผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลหลัก ทั้งเครือข่ายอัจฉริยะ, Cloud, Cyber Security และระบบนิเวศดิจิทัลครบวงจร
ดร.ธีรเดช ระบุถึง 3 องค์ประกอบสำคัญในการขับเคลื่อน AI ระดับองค์กร ได้แก่ 1. รากฐานดิจิทัลที่แข็งแกร่ง 2. ความสามารถในการเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นกลยุทธ์ที่ตัดสินใจได้แม่นยำ และ 3. ระบบนิเวศที่เชื่อมโยงถึงกัน "เรามั่นใจว่าความร่วมมือนี้จะเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อน New Economy ของไทย และพานักธุรกิจไทยไปสู่ระดับโลก"
จาก Big Data สู่ LBM กลยุทธ์ชนะใจผู้บริโภคด้วยความรวดเร็ว

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงานคือบทบาทของ ชัชพล องนิธิวัฒน์ ผู้จัดการทั่วไป ธุรกิจ Media Convergence บริษัท เอ้ก ดิจิทัล จำกัด ที่มาเผยถึงการเปลี่ยนข้อมูลมหาศาลให้เป็นกลยุทธ์ที่ "แม่นยำและรวดเร็ว" โดยเอ้ก ดิจิทัล จะใช้ 3 เสาหลักทางกลยุทธ์ ได้แก่
1.AI Driven Analytics & Big Data Intelligence: ใช้โซลูชัน 'The Matter Suite' วิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคเชิงลึก
2.Media Convergence: การสื่อสารแบบไร้รอยต่อผ่านสื่อออนไลน์ ออฟไลน์ และ Retail Media Network ที่เข้าถึงผู้บริโภคขณะซื้อสินค้าในห้างจริงๆ
3.AI Powered MarTech Solution: การใช้แพลตฟอร์มอย่าง Max.ai, Influmatch.ai และ Admatch.ai เพื่อหา Influencer และซื้อสื่อในงบประมาณที่คุ้มค่าที่สุด
ชัชพลยังกล่าวถึงแนวคิดที่ก้าวล้ำไปกว่า LLM (Large Language Model) นั่นคือการสร้าง "LBM" หรือ Large Behavior Model ซึ่งเปรียบเสมือนการถอดรหัสพฤติกรรมมนุษย์ (Human Decode) เพื่อให้เข้าใจถึงพฤติกรรมในอนาคตได้อย่างแท้จริง "ในยุคนี้ ใครเปลี่ยนข้อมูลเป็นกลยุทธ์ได้เร็วกว่า คนนั้นได้เปรียบทางธุรกิจ"
นวัตกรรมจากญี่ปุ่นสู่การแก้ปัญหาสังคมไทย

คิมิมาซา คูโด (Mr. Kimimasa Kudo) Vice President, Head of Global Business Division, Enterprise Business Unit จากซอฟต์แบงก์ คอร์ป ได้แสดงความมุ่งมั่นที่จะนำองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญด้าน AI จากญี่ปุ่นมาสนับสนุนเครือสหพัฒน์และประเทศไทย โดยระบุว่าเป้าหมายสูงสุดคือการใช้เทคโนโลยีเพื่อร่วมแก้ไขปัญหาสังคมและสร้างมูลค่าที่แท้จริง
ซอฟต์แบงก์จะร่วมกับ EDTH พัฒนา 4 โครงการสำคัญ ได้แก่
1.Energy Preservation Service: บริการด้านการอนุรักษ์พลังงาน
2.AI Development & Implementation: การพัฒนาและประยุกต์ใช้ระบบ AI
3.LINE WORKS: ระบบการทำงานอัจฉริยะสำหรับภาคธุรกิจ
4.B2B Supply Chain & Satofull: ระบบบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานและแพลตฟอร์มสนับสนุนระบบภาษีท้องถิ่นแบบญี่ปุ่น
Living Lab และผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ลดต้นทุนพลังงาน - เร่งการออกสินค้าใหม่
ดร.สุรัตน์ ได้ยกตัวอย่างความสำเร็จที่เกิดขึ้นแล้ว (Proof of Concept) เช่น โครงการประหยัดพลังงานในโรงงานเครือสหพัฒน์ (เช่น โรงงานชุดชั้นใน) โดยร่วมกับซอฟต์แบงก์และทรูบิสิเนส นำระบบ IOT มาตรวจวัดการใช้พลังงาน ซึ่งสามารถช่วยลดค่าไฟฟ้าได้เกือบ 30%
นอกจากนี้ ในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ (NPD) เดิมเครือสหพัฒน์อาจใช้เวลา 8 เดือนถึง 1 ปีในการออกสินค้าใหม่ แต่ปัจจุบันด้วยข้อมูลจากเอ้ก ดิจิทัล และทรู ที่มีฐานข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคกว่า 30 ล้านราย (ภายใต้มาตรฐาน PDPA) ทำให้สามารถวิเคราะห์เทรนด์ Social Listening และความต้องการของคนรุ่นใหม่ได้อย่างแม่นยำ ส่งผลให้ลดระยะเวลาการพัฒนาสินค้าเหลือเพียง 2-3 เดือนเท่านั้น ดังเช่นตัวอย่างในกลุ่มสินค้าเครื่องสำอาง
โมเดลธุรกิจใหม่ "Partner" ไม่ใช่แค่ "Vender"


สิ่งที่ทำให้ AI Innovation Alliance แตกต่างคือรูปแบบความร่วมมือแบบ "Profit Sharing" โดยทรูและเอ้ก ดิจิทัล ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงขายข้อมูลหรือโครงสร้างพื้นฐาน แต่เป็นการร่วมลงทุนในความเชี่ยวชาญ สหพัฒน์เก่งด้านการผลิตและการขาย ขณะที่พันธมิตรเก่งด้านเทคโนโลยีและข้อมูล เมื่อนำมารวมกันจะเกิดการแบ่งปันผลกำไรร่วมกัน
ดร.สุรัตน์ ยังได้ชี้แจงความแตกต่างระหว่างความร่วมมือครั้งนี้กับพันธมิตรอื่นๆ อย่าง AWS โดยระบุว่า AWS ให้การสนับสนุนด้าน Cloud Infrastructure และการพัฒนาซอฟต์แวร์ให้ทันสมัย แต่สำหรับความร่วมมือกับ ทรู, เอ้ก ดิจิทัล และซอฟต์แบงก์ จะเน้นหนักไปที่ "ธุรกิจ สินค้า และช่องทางการจัดจำหน่าย" รวมถึงการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ จากญี่ปุ่นมาทดสอบเป็นที่แรกในประเทศไทยเสมือนเป็น Living Lab ของประเทศ
ความร่วมมือ AI Innovation Alliance ในครั้งนี้ จึงไม่เป็นเพียงการยกระดับศักยภาพของเครือสหพัฒน์เท่านั้น แต่ยังเป็นต้นแบบสำคัญของการสร้างความร่วมมือทางธุรกิจในประเทศไทย ที่นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในยุค AI ได้อย่างแท้จริง