สถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (TURAC) เผยแพร่บทความฉบับใหม่ เสนอโรดแมปการสร้างระบบกำกับดูแลที่ชาญฉลาด (Smarter Regulation) เพื่อเพิ่มอัตราการปฏิบัติตามกฎหมาย ยกระดับความปลอดภัย และเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลอุตสาหกรรมบริการเรียกรถผ่านแอปพลิเคชัน (Ride-Hailing) ของประเทศไทย ผ่านการปรับปรุงระบบทะเบียนและการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาบริหารจัดการอย่างเต็มรูปแบบ

รายงานผลการศึกษาภายใต้หัวข้อ “ปลดล็อกศักยภาพ Ride-Hailing ไทย: ความปลอดภัย การแข่งขัน และโอกาสทางเศรษฐกิจในยุคดิจิทัล” ระบุว่า ในขณะที่กรอบกฎหมายการกำกับดูแล Ride-Hailing ของประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ระยะการบังคับใช้ที่มีความพร้อมมากขึ้น ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ผู้กำหนดนโยบาย จะหันมามุ่งเน้นการเปิดช่องทางและอำนวยความสะดวกให้ผู้ขับขี่สามารถปฏิบัติตามกฎหมายได้ง่าย โดยยังคงรักษามาตรฐานสูงสุดในด้านความปลอดภัยของผู้โดยสาร ความโปร่งใส และการคุ้มครองผู้บริโภค
ที่ผ่านมา
ประเทศไทยได้เดินหน้าก้าวสำคัญในการทำให้บริการ Ride-Hailing เข้าสู่ระบบกฎหมายอย่างเป็นทางการผ่านกฎกระทรวงว่าด้วยรถยนต์รับจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์
พ.ศ. 2564 ซึ่งมีการกำหนดเกณฑ์มาตรฐานอย่างเป็นระบบ
ทั้งการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมของผู้ขับขี่ มาตรฐานตัวรถ ระบบช่วยเหลือฉุกเฉิน
และการจัดเก็บข้อมูล อย่างไรก็ตาม รายงานชี้ให้เห็นว่าในทางปฏิบัติ
ผู้ขับขี่ยังคงเผชิญความท้าทายสำคัญในการเข้าสู่ระบบจดทะเบียน ทั้งข้อกำหนดด้านประกันภัย
เงื่อนไขสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ (ไฟแนนซ์) และขั้นตอนทางทะเบียนที่ซับซ้อน ซึ่งการปลดล็อกอุปสรรคเหล่านี้จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยดึงผู้ขับขี่เข้าสู่ระบบที่ถูกต้องตามกฎหมายมากขึ้น
เพิ่มขีดความสามารถของรัฐในการกำกับดูแล
และเปิดโอกาสให้แรงงานในระบบสามารถดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ดร.สุทธิกร กิ่งแก้ว นักวิชาการด้าน เศรษฐกิจและธุรกิจ เเละผู้บริหารโครงการวิจัย สถาบันวิจัยเเละให้คำปรึกษาเเห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า “ในปัจจุบันบริการ Ride-Hailing ไม่ใช่เพียงนวัตกรรมทางเลือก แต่ได้ยกระดับเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจดิจิทัลที่ช่วยสนับสนุนการดำรงชีวิตและสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนหลายแสนคน ความท้าทายในก้าวถัดไปคือ การทำให้ระบบการกำกับดูแลมีประสิทธิภาพ ปฏิบัติได้จริง และเข้าถึงได้ เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถเข้าสู่ระบบได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยไม่มีการลดหย่อนมาตรฐานความปลอดภัย”
“ประเด็นในวันนี้จึงไม่ใช่การถกเถียงว่า Ride-Hailing ควรถูกกำกับดูแลหรือไม่ แต่คือทำอย่างไรจึงจะออกแบบกฎระเบียบที่ตอบโจทย์เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ในภาพรวมของภาครัฐ ควบคู่ไปกับการสร้างกระบวนการที่ประชาชนสามารถปฏิบัติตามได้จริงในทางปฏิบัติ”



รายงานผลการศึกษาได้นำเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายใน
4 มิติหลัก ดังนี้:
· ปรับกระบวนการอนุญาตสู่ดิจิทัลครบวงจร
(End-to-End Digital Process): เร่งพัฒนาระบบดิจิทัลแบบเต็มรูปแบบสำหรับการออกใบอนุญาตขับขี่สาธารณะอิเล็กทรอนิกส์
(e-License) โดยเชื่อมโยงระบบยืนยันตัวตน
การตรวจสอบประวัติอาชญากรรม และการยื่นเอกสารไว้บนแพลตฟอร์มเดียว เพื่อลดต้นทุนด้านเวลาและภาระธุรการของผู้ขับขี่
สอดรับกับนโยบายรัฐบาลดิจิทัล (Digital Government)
· ทลายกำแพงข้อจำกัดด้านไฟแนนซ์และประกันภัยในการจดทะเบียน: ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างหน่วยงานกำกับดูแล
สถาบันการเงิน บริษัทประกันภัย และผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม
เพื่อร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยเชิงพาณิชย์ที่สอดคล้องกับพฤติกรรมการทำงานของแรงงานยืดหยุ่น
(Flexible Labor) โดยยังคงรักษามาตรฐานการคุ้มครองผู้บริโภคและความปลอดภัยที่เหมาะสม
· ใช้แนวทางกำกับดูแลที่มุ่งเน้นผลลัพธ์
(Outcome-Based Regulation): มุ่งเน้นไปที่เป้าหมายเชิงคุณภาพที่วัดผลได้จริง
เช่น ความปลอดภัยของผู้โดยสาร ความโปร่งใสของข้อมูล
และการคุ้มครองผู้บริโภคแทนการกำหนดขั้นตอนทางเอกสารที่ตายตัว
โดยเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนสามารถนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ
มาใช้ยกระดับบริการได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
· ปรับปรุงช่องทางการเข้าสู่ระบบและการปฏิบัติตามกฎหมาย: ลดขั้นตอนและอุปสรรคทางธุรการที่ไม่จำเป็นสำหรับผู้ขับขี่ที่ต้องการเข้าสู่ระบบกฎหมาย พร้อมทั้งใช้เครื่องมือดิจิทัลและมาตรการสนับสนุนในช่วงเปลี่ยนผ่านเพื่อสร้างแรงจูงใจในการเข้าร่วม ซึ่งอัตราการปฏิบัติตามกฎหมายที่สูงขึ้น จะช่วยเพิ่มศักยภาพให้รัฐในการควบคุมดูแลความปลอดภัย การคุ้มครองผู้บริโภค และเพิ่มความโปร่งใสในการตรวจสอบ (Regulatory Visibility) ทั่วทั้งอุตสาหกรรม
ดร.สุทธิกร กล่าวเพิ่มเติมว่า “การปรับปรุงระบบกำกับดูแลให้ทันสมัยด้วยเครื่องมือดิจิทัล จะช่วยสร้างสมดุลที่สำคัญยิ่งระหว่างความปลอดภัย การปฏิบัติตามกฎหมาย และโอกาสทางเศรษฐกิจ การทำให้ระบบจดทะเบียนเข้าถึงง่ายและมีประสิทธิภาพ จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถยกระดับการควบคุมดูแลได้อย่างทั่วถึง พร้อม ๆ กับการสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง”

รายงานผลการศึกษาสรุปทิ้งท้ายว่า
การกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพไม่ควรมุ่งเน้นเพียงการตั้งกฎเกณฑ์เท่านั้น
แต่ต้องสร้างช่องทางที่ปฏิบัติได้จริงในการนำประชาชนเข้าสู่ระบบ
การปรับปรุงกระบวนการจดทะเบียนและลดอุปสรรคในขั้นตอน
จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถเสริมสร้างการคุ้มครองผู้บริโภค ยกระดับความปลอดภัย
และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนของอุตสาหกรรม Ride-Hailing ที่มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรมในระยะยาว
สามารถอ่านรายงานผลการศึกษาฉบับเต็มได้ที่นี่
