นวัตกรรมวัสดุขั้นสูงที่ช่วยขับเคลื่อนวงการฟุตบอลยุคใหม่ ตั้งแต่การยกระดับประสิทธิภาพและความสบาย ไปจนถึงการเชื่อมต่อดิจิทัลและความยั่งยืน
แม้ฟุตบอลจะดูเป็นกีฬาที่เรียบง่าย แต่เบื้องหลังการแข่งขันในยุคปัจจุบันคือระบบที่ผสานทั้งทักษะ แท็กติก การฝึกซ้อม และเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน โดยมี “วัสดุขั้นสูง” (Advanced Materials) เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยยกระดับประสิทธิภาพของเกม ตั้งแต่ลูกฟุตบอล รองเท้าสตั๊ด ไปจนถึงสนามแข่งขันและโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่เชื่อมโยงแฟนบอลทั่วโลกเข้าด้วยกัน
โคเวสโตร ชูแนวคิด “Material Effect” หรือบทบาทของนวัตกรรมวัสดุที่อยู่เบื้องหลังวงการฟุตบอล ซึ่งแม้จะไม่ใช่สิ่งที่มองเห็นได้โดยตรง แต่มีส่วนสำคัญในการยกระดับประสบการณ์การเล่น การรับชม และการเชื่อมต่อของผู้คนทั่วโลก
จากในสนามสู่โลกดิจิทัล

ฟุตบอลยุคใหม่มีความรวดเร็ว แม่นยำ
และเชื่อมต่อกันมากกว่าที่เคย
การพัฒนาดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการฝึกซ้อมและการวิเคราะห์ข้อมูลเพียงอย่างเดียว
แต่ยังรวมถึงวัสดุที่ช่วยให้การแสดงศักยภาพสูงสุดของนักกีฬาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสม่ำเสมอมากขึ้น
วัสดุขั้นสูงช่วยให้ลูกฟุตบอลคงรูปและรักษาคุณสมบัติการเคลื่อนที่ได้อย่างแม่นยำ
ขณะที่รองเท้าฟุตบอลน้ำหนักเบาและชุดกีฬาสมรรถนะสูงช่วยเพิ่มความคล่องตัว ความสบาย
และความทนทานในการใช้งาน
บทบาทของวัสดุไม่ได้จำกัดอยู่เพียงอุปกรณ์กีฬาเท่านั้น
แต่ยังครอบคลุมถึงสนามแข่งขัน ศูนย์ฝึกซ้อม
และโครงสร้างพื้นฐานด้านการถ่ายทอดสดและดิจิทัล
ไม่ว่าจะเป็นการสตรีมมิงแบบเรียลไทม์ การวิเคราะห์ข้อมูลการแข่งขัน
หรือประสบการณ์ดิจิทัลสำหรับแฟนบอล ซึ่งทั้งหมดล้วนต้องอาศัยเครือข่ายการสื่อสาร
ระบบอิเล็กทรอนิกส์ และศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่มีประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือสูง
แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนในประเทศไทย
ซึ่งกำลังเดินหน้าลงทุนด้านศูนย์ข้อมูล คลาวด์คอมพิวติ้ง และปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างต่อเนื่อง
เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพสูง
โดยวัสดุขั้นสูงมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนความปลอดภัย ความทนทาน
และความน่าเชื่อถือของระบบเหล่านี้
บทบาทของประเทศไทยในเครือข่ายนวัตกรรมระดับโลก

ประเทศไทยยังมีบทบาทสำคัญในเครือข่ายการผลิตระดับโลกของโคเวสโตร
ผ่านศูนย์การผลิตระดับโลกที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง
ซึ่งเป็นฐานการผลิตสำคัญที่ส่งมอบโซลูชันวัสดุขั้นสูงให้แก่ลูกค้าทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
ครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่อิเล็กทรอนิกส์ โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง
ไปจนถึงสินค้าอุปโภคบริโภค
ด้วยการพัฒนาอย่างต่อเนื่องด้านประสิทธิภาพการดำเนินงาน การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และความยั่งยืน โรงงานมาบตาพุดสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของประเทศไทยในการเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่คุณค่าระดับโลก และการส่งมอบนวัตกรรมวัสดุที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในชีวิตประจำวัน
นวัตกรรมเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน
ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกเร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และผลักดันแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) วัสดุขั้นสูงยังคงมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์ความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

"นวัตกรรมในปัจจุบันต้องอาศัยทั้งความรวดเร็ว
ความชัดเจน และความร่วมมือ ซึ่งการร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรมกับลูกค้าก็ไม่ต่างจากการทำงานเป็นทีมในเกมฟุตบอล
ที่แต่ละฝ่ายนำจุดแข็งของตนมาผสานกันเพื่อเป้าหมายเดียวกัน
โดยมีความไว้วางใจและความรวดเร็วเป็นปัจจัยสำคัญสู่ความสำเร็จ" โมนิค บูค ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการพาณิชย์ (Chief Commercial Officer) ของโคเวสโตร กล่าว
ตั้งแต่ในสนามแข่งขันไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ฟุตบอลเป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ความร่วมมือ เทคโนโลยี และนวัตกรรมวัสดุ สามารถทำงานร่วมกันเพื่อยกระดับประสิทธิภาพ พร้อมขับเคลื่อนอนาคตที่ยั่งยืนมากยิ่งขึ้น
เกี่ยวกับโคเวสโตร:
โคเวสโตร เป็นหนึ่งในผู้ผลิตวัสดุโพลิเมอร์คุณภาพสูงและส่วนประกอบชั้นนำของโลก ด้วยผลิตภัณฑ์ กระบวนการ และวิธีการที่เป็นนวัตกรรม บริษัทมีส่วนช่วยยกระดับความยั่งยืนและคุณภาพชีวิตในหลากหลายด้าน โคเวสโตรจัดหาผลิตภัณฑ์ให้กับลูกค้าทั่วโลกในอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น การคมนาคม การก่อสร้างและที่อยู่อาศัย ตลอดจนภาคไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนี้ โพลิเมอร์จาก โคเวสโตร ยังถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่น กีฬาและนันทนาการ โทรคมนาคม สุขภาพ และในอุตสาหกรรมเคมีเอง
บริษัทมุ่งเน้นอย่างเต็มที่สู่เศรษฐกิจหมุนเวียน อีกทั้ง โคเวสโตร ตั้งเป้าหมายที่จะบรรลุความเป็นกลางทางสภาพภูมิอากาศสำหรับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขต
Scope 1 และ Scope 2 ภายในปี 2035 และสำหรับ Scope 3 ของกลุ่มบริษัทก็มีเป้าหมายให้เป็นกลางทางสภาพภูมิอากาศภายในปี
2050 ในปีงบประมาณ 2025 โคเวสโตร มีรายได้จากการขายจำนวน 12.9 พันล้านยูโร และ ณ สิ้นปี 2025 บริษัทมีโรงงานผลิต 46 แห่งทั่วโลก และมีพนักงานประมาณ 17,600 คน (คำนวณจากพนักงานประจำเต็มเวลา)
ดูข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่: Covestro
homepage.
ติดตามเราได้บนช่องทางโซเชียลมีเดีย: Facebook Covestro Thailand