15 มิ.ย. 2569 51 0

'ซีพี-เมจิ' ผนึก 'ไปรษณีย์ไทย' ส่ง Green Hub ลุยขนฝาขวดนมอีก 3 ตัน หนุนภารกิจ 'ซีพี-เมจิ รีไซขุ่น ปี 3' เปลี่ยนฝาเป็นโต๊ะนักเรียน

'ซีพี-เมจิ' ผนึก 'ไปรษณีย์ไทย' ส่ง Green Hub ลุยขนฝาขวดนมอีก 3 ตัน หนุนภารกิจ 'ซีพี-เมจิ รีไซขุ่น ปี 3' เปลี่ยนฝาเป็นโต๊ะนักเรียน

 

บริษัท ซีพี-เมจิ จำกัด ร่วมกับ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เดินหน้าลดขยะพลาสติกและสร้างคุณค่าใหม่ โดยมี “Green Hub” สนับสนุนการขนส่งฝาขวดนมพลาสติกเหลือใช้กว่า 3,000 กิโลกรัม จากโรงงานซีพี-เมจิ จังหวัดสระบุรี ไปยังโรงงานรีไซเคิลที่จังหวัดภูเก็ต เพื่อนำไปแปรรูปเป็นโต๊ะและเก้าอี้นักเรียน

ความร่วมมือดังกล่าวเป็นส่วนขยายของโครงการ “ซีพี-เมจิ รีไซขุ่น ปีที่ 3” ซึ่งได้รับความร่วมมือส่วนแรกจาก Café Amazon ในการรวบรวมฝาขวดพลาสติกจากสาขาทั่วประเทศจำนวน 4,000 กิโลกรัม เมื่อรวมกับพลาสติกเหลือใช้ในโรงงานอีก 3,000 กิโลกรัม รวมเป็นปริมาณพลาสติก 7,000 กิโลกรัม ทั้งหมดได้นำไปผลิตเป็นชุดโต๊ะและเก้าอี้นักเรียนจำนวน 200 ชุด มอบให้โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย จังหวัดสงขลา ซึ่งได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในปี 2568

โครงการนี้สะท้อนการนำแนวคิด Extended Producer Responsibility (EPR) หรือการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิตมาปรับใช้ในทางปฏิบัติ โดยครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบบรรจุภัณฑ์ไปจนถึงการจัดการหลังการใช้งาน ซีพี-เมจิ จึงตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการนำพลาสติกกลับคืนสู่ระบบ (Plastic Take-back) ควบคู่กับการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้สามารถรีไซเคิลได้ 100% ในระยะเริ่มต้น และผลักดันการอัปไซเคิลเพื่อยกระดับวัสดุเหลือใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ภายใต้แนวทางดังกล่าว พลาสติกประเภท PP, PE และ HDPE จากกระบวนการผลิตส่วนหนึ่ง ถูกนำกลับเข้าสู่ระบบรีไซเคิลอย่างเป็นรูปธรรม และถูกแปรรูปเป็นแผ่นบอร์ดวัสดุทดแทนไม้สำหรับผลิตเฟอร์นิเจอร์ ช่วยลดปริมาณขยะ ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาพรวม

ขณะเดียวกัน ไปรษณีย์ไทยมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมต่อระบบผ่านโครงการ “Green Hub” โดยใช้ศักยภาพเครือข่ายโลจิสติกส์ที่ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อรวบรวมและขนส่งวัสดุเหลือใช้จากต้นทางไปยังโรงงานรีไซเคิลอย่างมีประสิทธิภาพช่วยลดข้อจำกัดด้านระยะทางและการเข้าถึงระบบรีไซเคิล ทำให้การจัดการปลายทางของพลาสติกสามารถเกิดขึ้นได้จริงในระดับอุตสาหกรรมและต่อยอดสู่การสร้างประโยชน์ให้สังคม


ชาลินี พูนลาภมงคล รองผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์และความยั่งยืน บริษัท ซีพี-เมจิ จำกัด กล่าวว่า ความร่วมมือกับไปรษณีย์ไทยช่วยยกระดับการจัดการขยะพลาสติกให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านเครือข่ายขนส่งที่ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยฝาพลาสติกชนิด HDPE ทุก 4 กิโลกรัม สามารถแปรรูปเป็นแผ่นบอร์ด สำหรับการผลิตโต๊ะและเก้าอี้นักเรียน 1 ชุด

เมื่อรวมวัสดุทั้งหมด 7,000 กิโลกรัม จะสามารถผลิตเฟอร์นิเจอร์ได้ 200 ชุดตามเป้าหมาย เพื่อนำไปมอบให้โรงเรียนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน พลาสติกส่วนที่เหลือจะถูกนำไปใช้ประโยชน์ต่อในโครงการอื่นๆ เพื่อสร้างคุณค่าให้สังคมอย่างต่อเนื่อง”



บุคคลในภาพ (จากซ้ายไปขวา): วิชิต รัตนัง ผู้จัดการอาวุโส ชาลินี พูนลาภมงคล รองผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์และความยั่งยืน บริษัท ซีพี-เมจิ จำกัด เจษฎา สมงาม ผู้อำนวยการฝ่ายไปรษณีย์เขต 1 และ เฉลิมยศ ด้วงวิเศษ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายไปรษณีย์เขต 1 บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด


นอกจากนี้ การอัปไซเคิลพลาสติก 7 ตันในครั้งนี้ ยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 8,400 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือเทียบเท่าการปลูกต้นไม้มากกว่า 880 ต้นต่อปี

โครงการ “ซีพี-เมจิ รีไซขุ่น” จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 มุ่งรณรงค์สร้างความตระหนักเรื่องการแยกขยะและการจัดการอย่างถูกวิธี เพื่อลดปัญหาขยะพลาสติกตกค้างในสิ่งแวดล้อม โดยปีนี้ขยายความร่วมมือครั้งแรกกับ Café Amazon และ ไปรษณีย์ไทย ตอกย้ำบทบาทภาคธุรกิจในการผลักดันประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม

 

#ซีพีเมจิรีไซขุ่น #ซีพีเมจิรีไซขุ่นปี3 #เปลี่ยนฝาเป็นโต๊ะ #ซีพีเมจิรีไซขุ่นเพิ่มคุณค่าชีวิต #ไปรษณีย์ไทย #GreenHub


บริษัท ซีพี-เมจิ จำกัด มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน ร่วมกับทุกภาคส่วนตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นน้ำ จนถึงปลายน้ำ ภายใต้แนวคิด เพิ่มคุณค่าชีวิต หรือ ‘Enriching Life’ ซึ่งประกอบด้วย 4 มิติหลัก ได้แก่ Enriching Health การยกระดับสุขภาพของผู้บริโภคทุกเพศทุกวัย ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และมีคุณค่าทางโภชนาการที่เชื่อถือได้ Enriching Employee การยกระดับชีวิตของพนักงานให้มีความสมดุลทั้งด้านร่างกายและจิตใจ Enriching Partner การสร้างการเติบโตร่วมกับเกษตรกร พันธมิตรทางธุรกิจ ลูกค้า และชุมชน และ Enriching Planet การบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการจัดการด้านพลังงาน การอนุรักษ์น้ำ การจัดการของเสีย และการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อก้าวสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์