Kintone (Thailand) ประกาศนโยบายการทำงานแบบผสมผสาน (ไฮบริด เวิร์ค) เพื่อสนับสนุนมาตรการรับมือด้านพลังงานของประเทศ ชูแนวคิดการบริหารงานยุคใหม่ที่เน้นผลลัพธ์และความไว้วางใจเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร สอดรับกับเทรนด์โมเดิร์น เวิร์คเพลสทั่วโลก พร้อมช่วยหนุนมาตรการบริหารจัดการพลังงานในเชิงโครงสร้างของประเทศเพื่อรองรับวิถีการทำงานในอนาคตอย่างยั่งยืน
ซึบาสะ นากาซาวะ กรรมการผู้จัดการ Kintone เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า
นโยบายการทำงานแบบผสมผสานจะมีคุณค่าได้ก็ต่อเมื่อสามารถนำไปใช้ได้อย่างยั่งยืน
นี่ไม่ใช่มาตรการระยะสั้นเพื่อรับมือสถานการณ์เฉพาะหน้า
แต่เป็นรูปแบบการทำงานที่เราตั้งใจใช้ในระยะยาว
ซึ่งสะท้อนวิธีการทำงานขององค์กรและพนักงานในปัจจุบัน และการที่นโยบายนี้สอดรับกับลำดับความสำคัญด้านพลังงานของประเทศไทยถือเป็นเพียงผลพลอยได้
ไม่ใช่เหตุผลหลักของการกำหนดนโยบาย
นโยบายของ Kintone มีส่วนช่วยสนับสนุนการบริหารจัดการพลังงานของประเทศในเชิงโครงสร้าง
ด้วยการลดการใช้พลังงานจากการเข้าออฟฟิศในแต่ละวัน ทั้งในด้านไฟฟ้า ระบบทำความเย็น
และการเดินทาง โดยไม่กระทบต่อการให้บริการลูกค้าหรือการทำงานร่วมกันภายในองค์กร
ในขณะเดียวกัน
นโยบายนี้ยังถูกออกแบบเพื่อสนับสนุนพนักงานในระยะยาว ทั้งในด้านการลดเวลาเดินทาง
เพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดการงานที่ต้องใช้สมาธิ
และการกำหนดช่วงเวลาทำงานร่วมกันที่ชัดเจน
ซึ่งล้วนช่วยรักษาทั้งประสิทธิภาพการทำงานและคุณภาพชีวิต โดยประโยชน์ด้านพลังงานและคุณภาพชีวิตนี้เกิดขึ้นจากนโยบายเดียวกัน
และสะท้อนเจตนารมณ์สำคัญว่า
รูปแบบการทำงานนี้จะยังคงดำเนินต่อไปแม้สถานการณ์พลังงานจะคลี่คลายแล้วก็ตาม
รายละเอียดนโยบายใหม่ของ Kintone
น้ำยา วายุภาพ
กรรมการผู้จัดการ Kintone (Thailand) กล่าวเสริมว่า ความยืดหยุ่นจะเกิดขึ้นได้จริง
ก็ต่อเมื่อมาพร้อมกับความไว้วางใจ
บทบาทของผู้นำไม่ใช่การนับจำนวนชั่วโมงที่พนักงานอยู่ในออฟฟิศ
แต่คือการทำให้มั่นใจว่าโครงสร้างการทำงานเอื้อต่อผลลัพธ์ที่ทีมส่งมอบ นโยบายนี้ตั้งอยู่บนความเชื่อที่เรียบง่ายว่า
พนักงานของเราเข้าใจดีที่สุดว่าเมื่อไรและอย่างไรที่ตนเองทำงานได้เต็มศักยภาพ
และพวกเขาก็ได้รับความไว้วางใจในการตัดสินใจ
การบริหารทีมงานในรูปแบบกระจายตัวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
“การเดินทาง” คือความจริงของชีวิตการทำงานที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่ไม่ค่อยถูกพูดถึงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ
ซึ่งยังคงเป็นหนึ่งในเมืองที่มีการจราจรหนาแน่นที่สุดของโลก สำหรับพนักงานจำนวนมาก
การเข้าออฟฟิศไม่ได้ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที แต่หมายถึงหลายชั่วโมงในแต่ละวัน เวลาที่ใช้ไปกับการเดินทาง
จึงไม่ใช่แค่เรื่องของความสะดวก แต่คือเวลาที่หายไปจากการทำงานที่ต้องใช้สมาธิ
เวลาอยู่กับครอบครัว และเวลาพักผ่อน Kintone จึงออกแบบนโยบายนี้โดยยึดความเป็นจริงดังกล่าวเป็นจุดตั้งต้น
ไม่ใช่ในฐานะ “สิทธิพิเศษ” แต่เป็น “เงื่อนไขของการทำงาน” สำหรับองค์กรยุคใหม่ที่ทีมงานไม่ได้อยู่รวมกันในที่เดียว
และต้องสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพบนความเข้าใจบริบทชีวิตจริงของพนักงาน
บริษัท เอราวัณฟูด จำกัด
(มหาชน) ผู้ผลิตและส่งออกสินค้ากลุ่มผัก ผลไม้
และกะทิบรรจุกระป๋องชั้นนำของประเทศไทย ตระหนักถึงความจริงข้อนี้เป็นอย่างดี
เนื่องจากการดำเนินงานของบริษัทถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนหลักๆ คือ
สำนักงานใหญ่ในกรุงเทพมหานคร ซึ่งดูแลงานด้านการบริหาร และ โรงงานที่มหาชัย
ซึ่งเป็นฐานการผลิตหลัก ในจังหวัดสมุทรสาคร
การบริหารจัดการทำงานที่แยกส่วนกันระหว่างสถานที่และแผนกต่างๆ
ทำให้เกิดอุปสรรคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ในอดีตพนักงานต้องเข้าประชุมร่วมกันแบบต่อหน้า
หรือการส่งต่อเอกสารและชิ้นงานระหว่างกันนั้น ต้องเผชิญปัญหาการจราจรที่ติดขัดอย่างหนักทั้งในใจกลางเมืองและย่านโรงงานอุตสาหกรรม
ซึ่งสิ่งเหล่านี้กลายเป็นอุปสรรคที่ทำให้การประสานความเข้าใจในทีม
การอัปเดตข้อมูลข่าวสาร และการจัดการการดำเนินงานในแต่ละวันระหว่างพื้นที่ต่างๆ
มีความซับซ้อนและยุ่งยากเป็นอย่างมาก
นายชัยยะนันต์
ตั้งสัมพันธ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอราวัณฟูด จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การเปลี่ยนรูปแบบการทำงานจากรูปแบบเดิมสู่รูปแบบดิจิตอลเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก
เพราะการที่บริษัทจะเติบโตอย่างมั่นคงจะต้องมีกระบวนการทำงานที่ดี
ลดความซับซ้อนของขั้นตอนการทำงาน มีการแบ่งปันข้อมูลระหว่างฝ่าย
มีการจัดการข้อมูลที่กระจัดกระจายเพื่อใช้กำหนดทิศทางในการดำเนินงานของบริษัท
อีกทั้งการทำงานที่ยืดหยุ่นส่งเสริมให้พนักงานมีความสุขในการทำงานซึ่งเป็นส่วนช่วยให้พนักงานทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพอีกด้วย
มาตรการครั้งนี้ยังสะท้อนทิศทางในระดับองค์กร
โดยในเดือนมีนาคม 2569 บริษัท Cybozu Inc. (TSE: 4776) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Kintone ได้กำหนดให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นภูมิภาคสำคัญสำหรับการลงทุนในต่างประเทศ
โดย โยชิฮิสะ อาโอโนะ ซีอีโอของบริษัท
ระบุว่าประเทศไทยและมาเลเซียเป็นตลาดที่มีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนสูงที่สุด
การกำหนดทิศทางดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากบริษัททำยอดขายรวมเป็นประวัติการณ์ที่ 37,430 ล้านเยน (240.06 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในปีงบประมาณ 2025 โดยมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 33.9 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และแพลตฟอร์ม Kintone ยังคงเติบโตต่อเนื่องมาถึงปี 2026 โดยยอดขายสุทธิในไตรมาส 1 อยู่ที่ 10,246 ล้านเยน เพิ่มขึ้น 17.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
เกี่ยวกับ Kintone
Kintone ซึ่งพัฒนาโดย ไซโบสุ อิงค์ หนึ่งในผู้ให้บริการกรุ๊ปแวร์ชั้นนำของญี่ปุ่น เป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลที่สามารถปรับรูปแบบการใช้งานได้ตามความต้องการขององค์กรทุกขนาด ปัจจุบันมีบริษัทกว่า 42,000 แห่งทั่วโลก นอกจากนี้ กว่า 46% ของบริษัทที่อยู่ในตลาด Prime ของตลาดหลักทรัพย์โตเกียว (TSE) ยังให้ความไว้วางใจเลือกใช้ Kintone
ด้วยแอปพลิเคชันกว่า 3 ล้านแอปที่สร้างขึ้นบน Kintone ผู้ใช้งานสามารถสร้าง ปรับใช้ และอัปเดตแอปพลิเคชันของตนเองได้อย่างง่ายดาย โดยไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ด้านการเขียนโค้ด จุดเด่นด้านความคล่องตัวของแพลตฟอร์ม ทำให้ Kintone รองรับการใช้งานในหลากหลายอุตสาหกรรม เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้วยต้นทุนที่คุ้มค่า โดยไม่ต้องพึ่งพาทีมพัฒนาขนาดใหญ่
Kintone ได้รับการยอมรับในฐานะแพลตฟอร์มที่คว้ารางวัลจากหลายหน่วยงานแนะนำซอฟต์แวร์ชั้นนำ
ด้วยความสามารถในการปรับปรุงกระบวนการทำงาน การช่วยให้การทำงานเป็นระบบอัตโนมัติ
และส่งเสริมการทำงานร่วมกันระหว่างทีม ปัจจุบัน Kintone มีการใช้งานอย่างแพร่หลายทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
นอกเหนือจากญี่ปุ่นแล้ว ยังดำเนินงานในมาเลเซียและประเทศไทย
พร้อมด้วยพันธมิตรด้านการให้คำปรึกษาและผลิตภัณฑ์ที่ช่วยสนับสนุนการเริ่มต้นใช้งานและการปรับรูปแบบบริการให้เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้าในหลายประเทศทั่วเอเชีย
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม
กรุณาเยี่ยมชมเว็บไซต์ www.kintone.com/en-sea