งบการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเพิ่มขึ้น 33.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน (“YoY”) สู่ 9.0 พันล้านหยวน ขณะที่ AI เร่งพลิกโฉมระบบนิเวศ “Human x Car x Home”
เสียวหมี่ คอร์เปอเรชัน ("เสียวหมี่ [Xiaomi]" หรือ "กลุ่มธุรกิจ Group]"; Stock Code:1810) บริษัทด้านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อผู้บริโภคและอุตสาหกรรมการผลิตอัจฉริยะด้วยการเป็นผู้นำด้านสมาร์ทโฟนและสมาร์ทฮาร์ดแวร์ที่เชื่อมต่อบนแพลตฟอร์ม Internet of Things (IoT) ประกาศผลการดำเนินงานไม่สอบทานสำหรับสามเดือน สิ้นสุด ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 (“ช่วงเวลาดังกล่าว”) ด้วยรากฐานทางธุรกิจที่แข็งแกร่งและแรงขับเคลื่อนจากนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง กลุ่มบริษัทสามารถแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจได้อย่างโดดเด่นในไตรมาสแรก มีรายรับรวมทั้งหมดถึง 99.1 พันล้านหยวน ซึ่งยังคงอยู่ในระดับสูง โดยมีกำไรสุทธิที่ปรับแล้วอยู่ที่ 6.1 พันล้านหยวน โดยผลประกอบการนั้นดีเกินความคาดหมายของตลาด นอกจากนี้ กำไรจากการดำเนินงานของธุรกิจหลัก (สมาร์ทโฟน × AIoT) ยังเติบโตเกือบ 200% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยเสียวหมี่ยังคงเดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในทุกกลุ่มธุรกิจหลัก
ในช่วงเวลาดังกล่าว กลยุทธ์ “Human x Car x Home” ยังคงสร้างผลลัพธ์ที่ดีอย่างต่อเนื่อง โดยทุกธุรกิจหลักมีผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างมั่นคง รายรับจากธุรกิจสมาร์ทโฟนอยู่ที่ 44.3 พันล้านหยวน ขณะที่กลยุทธ์การยกระดับสู่ตลาดพรีเมียมช่วยผลักดันราคาเฉลี่ย (“ASP”) ของสมาร์ทโฟนทั่วโลกทำสถิติสูงสุดใหม่ ด้านธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ (“EV”) AI และธุรกิจใหม่อื่นๆ มีรายรับเพิ่มขึ้น 6.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน (“YoY”) เป็น 19.9 พันล้านหยวน สะท้อนถึงความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่น ขณะเดียวกัน ธุรกิจ IoT และผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ มีรายรับอยู่ที่ 24.7 พันล้านหยวน โดยรายรับจากตลาดต่างประเทศของกลุ่มธุรกิจนี้ทำสถิติสูงสุดใหม่ หลังเติบโตในระดับเลขสองหลักเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (“YoY”)
กลยุทธิ์ยกระดับสู่ตลาดพรีเมียม (Premiumization) เดินหน้าอย่างแข็งแกร่ง ราคาเฉลี่ย (ASP) ของสมาร์ทโฟนทั่วโลกทำสถิติสูงสุดใหม่
ธุรกิจสมาร์ทโฟนยังคงเติบโตอย่างมั่นคง โดยในไตรมาสแรกของปี 2569 มีรายรับอยู่ที่ 44.3 พันล้านหยวน จากยอดจัดส่งสมาร์ทโฟนทั่วโลกจำนวน 33.8 ล้านเครื่อง ข้อมูลจาก Omdia ระบุว่าเสียวหมี่ครองอันดับผู้จัดส่งสมาร์ทโฟนสูงสุด 3 อันดับแรกของโลกต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 23 ติดต่อกัน อีกทั้งยอดจัดส่งสมาร์ทโฟนของกลุ่มบริษัทยังติดอันดับหนึ่งในสาม ใน 47 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลกอีกด้วย
กลยุทธ์การยกระดับสู่ตลาดพรีเมียม (Premiumization) ยังคงสร้างผลลัพธ์ที่โดดเด่น โดยราคาเฉลี่ย (ASP) ของสมาร์ทโฟนทั่วโลกเพิ่มขึ้น 8.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน (“YoY”) แตะระดับสูงสุดถึง 1,310 หยวน จากข้อมูลของบริษัทวิจัยภายนอก ในไตรมาสแรกของปี 2569 สมาร์ทโฟนระดับพรีเมียม (ราคาขายปลีกตั้งแต่ 3,000 หยวนขึ้นไป) คิดเป็นสัดส่วน 23.5% ของยอดขายสมาร์ทโฟนทั้งหมดของบริษัทในจีนแผ่นดินใหญ่ นอกจากนี้ ในเดือนพฤษภาคม 2569 เสียวหมี่ได้เปิดตัว Xiaomi 17 Max อย่างเป็นทางการ ซึ่งช่วยเติมเต็มไลน์อัประดับเรือธงซีรีส์ตัวเลขของเสียวหมี่ให้ครอบคลุมทั้งรุ่นมาตรฐานและรุ่น Pro พร้อมตัวเลือกทั้งหน้าจอขนาดใหญ่และขนาดเล็ก เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของผู้ใช้งานผ่านพอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์พรีเมียมที่ครบถ้วนยิ่งขึ้น
ธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ (“EV”) ยังคงรักษาโมเมนตัมการเติบโต พร้อมไลน์อัปผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ได้รับการยอมรับจากตลาด
ในไตรมาสแรก รายรับจากธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ (“EV”) AI และธุรกิจใหม่อื่นๆ เติบโต 6.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน (“YoY”) ถึง 19.9 พันล้านหยวน ขณะที่ยอดส่งมอบรถยนต์ใหม่อยู่ที่ 80,856 คัน เพิ่มขึ้น 6.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน (“YoY”) นับตั้งแต่เปิดตัว Xiaomi SU7 Series และ Xiaomi YU7 Series ต่างได้รับการตอบรับอย่างกว้างขวางจากตลาด โดย New-Generation Xiaomi SU7 ที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนมีนาคม 2569 ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคอย่างล้นหลาม ณ วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ยอดคำสั่งซื้อที่ได้รับการยืนยัน ของ New-Generation Xiaomi SU7 ในช่วงแรกของการวางจำหน่ายทะลุ 80,000 คัน ขณะที่ ณ วันที่ 23 เมษายน 2569 ยอดส่งมอบสะสมของ New-Generation Xiaomi SU7 สูงกว่า 26,000 คันแล้ว นอกจากนี้ Xiaomi YU7 Series ยังมียอดส่งมอบสะสมแตะ 232,000 คัน ภายในระยะเวลาเพียง 10 เดือนหลังเปิดตัว สะท้อนถึงการยอมรับและความเชื่อมั่นของตลาดที่มีต่อธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าของเสียวหมี่อย่างต่อเนื่อง
ข้อมูลจาก Yiche ระบุว่าในช่วงเดือนมกราคมถึงเมษายน 2569 Xiaomi SU7 ครองอันดับ 1 ด้านยอดขายในกลุ่มรถยนต์ซีดานพลังงานไฟฟ้าล้วนที่มีราคาสูงกว่า 200,000 หยวน ขณะที่ Xiaomi YU7 อยู่อันดับ 2 ด้านยอดขายสะสมในกลุ่มรถ SUV ในระดับเดียวกันอีกด้วย
กลุ่มบริษัทยังคงเดินหน้าขยายพอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อมุ่งสู่การเป็นผู้ผลิตรถยนต์ระดับชั้นนำของโลก โดยในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา บริษัทได้เปิดตัว Xiaomi YU7 Standard Edition และ Xiaomi YU7 GT อย่างเป็นทางการ สำหรับ Xiaomi YU7 GT ซึ่งเป็น “SUV ระดับสปอร์ตคาร์ที่ออกแบบมาเพื่อการเดินทางระยะไกล” สามารถสร้างสถิติเวลาต่อรอบที่เร็วที่สุดสำหรับรถ SUV บนสนาม Nürburgring Nordschleife ด้วยเวลา 7 นาที 22.755 วินาที นับเป็นครั้งแรกที่รถ SUV จากจีนสามารถขึ้นครองอันดับหนึ่งของโลกในสนามระดับตำนานแห่งนี้ได้สำเร็จ ขณะเดียวกันกลุ่มบริษัทยังเดินหน้าขยายเครือข่ายการขายและบริการอย่างต่อเนื่อง โดย ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 บริษัทมีศูนย์จำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะรวม 490 แห่ง ครอบคลุม 143 เมืองทั่วจีนแผ่นดินใหญ่
อัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจ IoT ยังคงอยู่ในระดับสูง ขณะที่รายรับจากบริการอินเทอร์เน็ตเติบโตอย่างแข็งแกร่งต่อเนื่อง
ในไตรมาสแรก กลุ่ม IoT และผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ ยังคงรักษาระดับรายรับและอัตรากำไรขั้นต้นให้อยู่ในระดับสูง โดยมีรายรับรวมอยู่ที่ 24.7 พันล้านหยวน และมีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 25.2% เพิ่มขึ้น 5.1 จุดเปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ขณะเดียวกัน รายรับจากกลุ่ม IoT และผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ในต่างประเทศยังทำสถิติสูงสุดใหม่ พร้อมเติบโตในระดับเลขสองหลักเมื่อเทียบกับปีก่อน (“YoY”) โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการที่แข็งแกร่งในตลาดต่างประเทศสำหรับผลิตภัณฑ์หลากหลายกลุ่ม อาทิ แท็บเล็ต โทรทัศน์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านขนาดใหญ่
ในช่วงเวลาดังกล่าว ผลิตภัณฑ์แท็บเล็ตของเสียวหมี่ ยังคงมียอดขายเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจาก Omdia ระบุว่า ยอดจัดส่งแท็บเล็ตของเสียวหมี่ ติดอันดับหนึ่งในห้าของโลกต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 8 และติดอันดับหนึ่งในสามในจีนแผ่นดินใหญ่ ด้านอุปกรณ์สายรัดข้อมืออัจฉริยะ (Wearable Band) ของเสียวหมี่ ยังคงรักษาความแข็งแกร่งในตลาด โดยในไตรมาสแรกของปี 2569 มียอดจัดส่งเป็นอันดับ 3 ของโลก และอันดับ 2 ในจีนแผ่นดินใหญ่ ขณะที่กลุ่มหูฟังไร้สายแบบ TWS ก็มีผลการดำเนินงานที่โดดเด่นเช่นกัน โดยมียอดจัดส่งอยู่ในอันดับ 2 ทั้งในตลาดโลกและจีนแผ่นดินใหญ่ นอกจากนี้ ในเดือนพฤษภาคม 2569 ยังได้เปิดตัว Xiaomi Smart Band 10 Pro พร้อมหูฟังแบบ clip-on เพื่อขยายพอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์อุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น
การผสานการทำงานระหว่างฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ยังคงช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศอัจฉริยะของเสียวหมี่อย่างต่อเนื่อง ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 จำนวนอุปกรณ์ IoT ที่เชื่อมต่ออยู่บนแพลตฟอร์ม AIoT ของบริษัท (ไม่รวมสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และแล็ปท็อป) เพิ่มขึ้นเป็น 1,118.7 ล้านอุปกรณ์ เติบโต 18.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน (“YoY”) ขณะเดียวกัน จำนวนผู้ใช้งานที่เชื่อมต่ออุปกรณ์ตั้งแต่ 5 เครื่องขึ้นไปบนแพลตฟอร์ม AIoT ของบริษัท ก็ทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 23.6 ล้านราย เพิ่มขึ้น 22.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน (“YoY”) ในเดือนมีนาคม 2569 ยอดผู้ใช้บริการรายเดือน (MAU) ของ Xiaomi AI Assistant แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 169.3 ล้านราย เพิ่มขึ้น 15.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน (“YoY”) ขณะที่แอปพลิเคชัน Xiaomi Home มียอดผู้ใช้บริการรายเดือน (MAU) เพิ่มขึ้น 10.0% ถึง 117.0 ล้านราย เมื่อเทียบกับปีก่อน (“YoY”)
กลุ่มบริการอินเทอร์เน็ตของเสียวหมี่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาสแรกมีรายรับอยู่ที่ 9.5 พันล้านหยวน เพิ่มขึ้น 4.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน (“YoY”) และมีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 76.1% รายรับจากบริการอินเทอร์เน็ตในต่างประเทศอยู่ที่ 3.0 พันล้านหยวน เพิ่มขึ้น 9.0% เมื่อเทียบกับปีก่อน (“YoY”) ขณะที่รายรับจากบริการอินเทอร์เน็ตในจีนแผ่นดินใหญ่ทำสถิติสูงสุดใหม่ นอกจากนี้ฐานผู้ใช้บริการของเสียวหมี่ ยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนมีนาคม 2569 จำนวนผู้ใช้บริการรายเดือน (MAU) ในจีนแผ่นดินใหญ่แตะระดับสูงสุดถึง 195.8 ล้านราย เพิ่มขึ้น 8.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน (“YoY”)
งบการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเพิ่มขึ้น 33.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน (“YoY”) ขณะที่ AI เร่งพลิกโฉมระบบนิเวศ “Human x Car x Home”
เสียวหมี่ยังคงมุ่งมั่นลงทุนระยะยาวในเทคโนโลยีแกนหลักพื้นฐาน พร้อมเดินหน้าลงทุนเพื่ออนาคตอย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาสแรกมีค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาอยู่ที่ 9.0 พันล้านหยวน เพิ่มขึ้น 33.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน (“YoY”) และมีบุคลากรด้าน R&D รวมทั้งสิ้น 26,048 คน นอกจากนี้ เสียวหมี่ยังประกาศแผนลงทุนด้าน AI อย่างน้อย 16 พันล้านหยวนภายในปีนี้ และตั้งเป้าให้มูลค่าการลงทุนรวมทะลุ 60 พันล้านหยวนภายในช่วง 3 ปีข้างหน้า เพื่อเร่งสร้างประสบการณ์ AI แบบครบวงจรภายในระบบนิเวศ “Human × Car × Home”
เสียวหมี่ประสบความสำเร็จครั้งสำคัญในการพัฒนา Foundation Model โดย Xiaomi MiMo-V2.5-Pro ขึ้นอันดับ 1 ของโลกในกลุ่ม open-source models ทั้งบนดัชนี Artificial Analysis Intelligence Index และ Agentic Index ขณะเดียวกัน Xiaomi MiMo-V2-Pro ยังครองอันดับสูงสุดของโลกด้านจำนวนการเรียกใช้งานรายวันและรายสัปดาห์บนแพลตฟอร์ม OpenRouter ผ่าน Hermes Agent อีกด้วย นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 เสียวหมี่ได้ประกาศเปิดตัว open-source models Xiaomi MiMo-V2.5 Series อย่างเป็นทางการภายใต้สัญญาอนุญาตแบบ MIT License
กลุ่มบริษัทกำลังนำศักยภาพด้าน AI มาเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศ “Human × Car × Home” อย่างครอบคลุม ในเดือนเมษายน 2569 เสียวหมี่ได้เปิดทดสอบแบบ Closed Beta แบบจำกัดสำหรับ Xiaomi miclaw บนอุปกรณ์หลากหลายประเภท ซึ่งปัจจุบันรองรับทั้งสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต พีซี Mac และ Xiaomi Smart Home Screen แล้ว นอกจากนี้ Xiaomi miclaw ยังเป็นหนึ่งในผู้ช่วยอัจฉริยะบนมือถือกลุ่มแรกในจีนแผ่นดินใหญ่ที่ผ่านการประเมินมาตรฐานอย่างเป็นทางการจาก China Academy of Information and Communications Technology อีกด้วย
ในด้าน Embodied Intelligence เสียวหมี่ได้ทยอยเปิดตัวทั้งโมเดลหุ่นยนต์ VLA รุ่นแรก และโมเดล Fine-Tuning สำหรับการหยิบจับวัตถุอย่างละเอียดด้วยระบบสัมผัสสำหรับหุ่นยนต์ ในเดือนมีนาคม 2569 หุ่นยนต์ humanoid ของ เสียวหมี่ได้เข้าสู่สายการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV Factory) เพื่อเริ่มการฝึกปฏิบัติงานจริงและการเรียนรู้ภายในโรงงาน ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของบริษัทในการพัฒนา Physical AI
เกี่ยวกับเสียวหมี่
เสียวหมี่ก่อตั้งขึ้นในเดือนเมษายน 2553 และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ Main Board of the Hong Kong Stock Exchange ในวันที่ 9 กรกฎาคม 2561 (1810.HK) เสียวหมี่เป็นบริษัทอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อผู้บริโภคและอุตสาหกรรมการผลิตอัจฉริยะที่มีสมาร์ทโฟนและสมาร์ทฮาร์ดแวร์อัจฉริยะที่เชื่อมต่อด้วยแพลตฟอร์ม Internet of Things (IoT) เป็นแกนหลัก
ด้วยวิสัยทัศน์ “การเป็นมิตรของผู้ใช้งานและบริษัทที่ทันสมัยที่สุดในใจผู้ใช้งานทุกคน” เสียวหมี่จึงมีความพยายามอย่างต่อเนื่องที่จะพัฒนานวัตกรรม ประสบการณ์การใช้งานที่ดีเยี่ยม ตลอดจนการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะไม่ลดละการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ในราคาที่เป็นมิตร เพื่อให้ทุกคนบนโลกนี้สามารถเข้าถึงคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจากนวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้
เสียวหมี่คือหนึ่งในบริษัทสมาร์ทโฟนชั้นนำของโลก ในเดือนมีนาคม 2569 ยอดผู้ใช้บริการรายเดือน (MAU) ทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 746.2 ล้านรายรวมสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต นอกจากนี้เสียวหมี่ยังเป็นผู้นำด้านการก่อตั้งแพลทฟอร์ม AIoT (AI+IoT) ของโลก โดย ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 จำนวนสินค้าอัจฉริยะที่เชื่อมต่อกับแพลทฟอร์มมีมากถึง 1,118.7 ล้านเครื่อง ทั้งนี้ยังไม่รวมสมาร์ทโฟน แล็ปท็อปและแท็บเล็ต ในเดือนตุลาคม 2566 เสียวหมี่ได้อัปเกรดกลยุทธ์เป็นระบบนิเวศอัจฉริยะ “Human × Car × Home” ที่ผสานเอาอุปกรณ์ส่วนบุคคล ผลิตภัณฑ์สมาร์ทโฮม และรถยนต์เข้าไว้ด้วยกันไว้อย่างลงตัว เสียวหมี่ให้ความสำคัญกับมนุษย์อยู่เสมอ และมุ่งมั่นที่จะมอบประสบการณ์การเชื่อมต่อที่ครอบคลุมและดียิ่งขึ้น ผลิตภัณฑ์ของเสียวหมี่มีวางจำหน่ายกว่า 100 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก และในเดือนกรกฎาคม 2568 เสียวหมี่ยังติดอันดับใน Fortune Global 500 นับเป็นการติดอันดับเป็นปีที่เจ็ดติดต่อกัน โดยอยู่ในลำดับที่ 297
เสียวหมี่เป็นส่วนหนึ่งของ
Hang
Seng Index, Hang Seng China Enterprises Index, Hang Seng
TECH Index และ Hang Seng China 50 Index.
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเสียวหมี่ สามารถเข้าชมได้ที่ https://www.mi.com/th