25 พ.ค. 2569 141 0

พี่ไปรฯ พาแกะรอย 40 ปี EMS ส่งด่วนออริจินัล จากยุคจดหมายสู่เส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจอีคอมเมิร์ซ และวลีฮิตติดปาก 'EMS ส่งด่วน'

พี่ไปรฯ พาแกะรอย 40 ปี EMS ส่งด่วนออริจินัล จากยุคจดหมายสู่เส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจอีคอมเมิร์ซ และวลีฮิตติดปาก 'EMS ส่งด่วน'


“EMS ส่งด่วน คำพูดติดปากของคนไทยมาหลายยุคหลายสมัย และไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่จะถูกเรียกติดปากจนกลายเป็น Generic Name มาถึงทุกวันนี้ แต่หากถามว่าเพราะอะไร คงต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ยุคที่การค้าออนไลน์ยังเป็นเรื่องของอนาคต ก่อนที่คำว่า ส่งด่วน” จะกลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันอย่างทุกวันนี้ เชื่อว่าทุกคนเคยคาดหวังเรื่องความด่วนในการส่งของอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเอกสารสำคัญที่ต้องถึงปลายทางให้ทันกำหนด ของขวัญที่อยากส่งให้ทันวันสำคัญ หรือของใช้ จำเป็นที่ต้องการส่งให้ถึงผู้รับอย่างเร่งด่วน ผู้คนไม่ได้ต้องการแค่ให้ของ ส่งถึงแต่ยังคาดหวังให้ ส่งเร็วทันใจในขณะที่ตลาดยังไม่มีบริการใดตอบโจทย์เรื่องนี้อย่างจริงจัง


ด้วยวิสัยทัศน์ที่มองกว้างและมองไกล เข้าใจความต้องการของคนไทย ไปรษณีย์ไทยจึงจับอินไซต์นี้ได้อย่างชัดเจน เป็นที่มาของการเปิดตัวบริการไปรษณีย์ด่วนพิเศษในประเทศ (Domestic Express Mail Service) หรือที่รู้จักกันในนาม EMS ในปี 2529 นับจากวันนั้น EMS ก็ไม่ได้เป็นเพียงบริการส่งด่วน แต่ค่อยๆ เติบโตไปพร้อมสังคมไทย โดยปรับบทบาทตัวเองให้ 'ทันโลก' และ 'ทันใจ' คนไทยในทุกช่วงเวลา

ต่อจากนี้คือเรื่องราวการเดินทางส่งด่วนตลอด 40 ปี ของแบรนด์ EMS ที่ยังคงใหม่ ทันสมัย มีความหมาย และยืนหนึ่งในใจผู้บริโภคเสมอมา

·      .. 2529 – 2538 : ก่อร่างสร้างรากฐาน ส่งด่วนแห่งชาติ" และจุดเริ่มต้นของโอกาสการค้าทางไกล


บริการไปรษณีย์ด่วนพิเศษในประเทศ (Domestic Express Mail Service) หรือ EMS เปิดให้บริการในประเทศไทยอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2529 ในยุคที่ธุรกิจและธุรกรรมของประเทศไทยยังขับเคลื่อนด้วยเอกสาร โทรศัพท์บ้าน และแฟกซ์ การส่งหนังสือราชการ เอกสารธุรกิจ หรือแม้แต่ธนาณัติจำเป็นต้องใช้เวลาและพึ่งพากระบวนการขนส่งที่ยังมีข้อจำกัดด้านความรวดเร็ว ความเร็วในการจัดส่งจึงไม่ได้หมายถึงแค่ความสะดวก แต่ยังหมายถึงโอกาส ความต่อเนื่องของงาน และความได้เปรียบเชิงธุรกิจ การเกิดขึ้นของ EMS ในเวลานั้น จึงเป็นการยกระดับความคาดหวังของผู้คนต่อการส่งเอกสารสำคัญ พร้อมกับยกระดับมาตรฐานการส่งไปรษณีย์ และมีบริการรับประกันการส่งถึงปลายทางอย่างรวดเร็วในเวลาที่กำหนดนับจากนั้น EMS จึงกลายเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ความส่งด่วนทันใจ ทำให้ความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนต้องขยายเครือข่ายบริการจาก 41 ปณ. ที่ให้บริการระหว่างกรุงเทพฯ กับบางพื้นที่ของจังหวัดนนทบุรี สมุทรปราการ นครราชสีมา เชียงใหม่ และสงขลา เป็น 82 ปณ. ทั่วประเทศในเวลาไม่นาน

หลังปักหมุดบริการส่งด่วนได้สำเร็จ EMS ก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่บริการรับ-ส่งเอกสาร เพราะเมื่อเศรษฐกิจเริ่มโต ผู้คนก็เริ่มหันมาใช้ส่งสินค้า ของใช้ และผลิตภัณฑ์ต่างๆ มากขึ้น EMS จึงเริ่มพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ๆ ให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลง เช่น มีการเปิดบริการไปรษณีย์ด่วนพิเศษเก็บเงินในประเทศ ในปี 2532 ทำให้ผู้ส่งสามารถส่งสิ่งของพร้อมเรียกเก็บเงินจากผู้รับปลายทางได้ โมเดลนี้ไม่เพียงช่วยให้ธุรกิจขายสินค้าทางไปรษณีย์เติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ยังกลายเป็นรากฐานของระบบเก็บเงินปลายทาง หรือ Cash on Delivery ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน


ช่วงเวลานี้ EMS ค่อยๆ เปลี่ยนบทบาทจากบริการส่งด่วนทั่วไปสู่เครื่องมือทางการค้าอย่างชัดเจน เพราะเมื่อการส่งของเชื่อมกับการรับเงินได้ ก็ช่วยลดความเสี่ยงของผู้ขาย เพิ่มความมั่นใจให้ผู้ซื้อ และทำให้การค้าทางไกลเดินหน้าได้คล่องตัวและน่าเชื่อถือ แม้ในเวลานั้นผู้คนยังไม่รู้จักคำว่าอีคอมเมิร์ซ แต่การซื้อขายทางไกลได้เริ่มขึ้นแล้ว และ EMS ก็เป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญของการเปลี่ยนผ่านนั้น

ด้วยบทบาทที่ขยายกว้างขึ้นนี้เอง ทำให้ EMS ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนในปี 2536 มีการขยายจุดรับฝากเป็น 325 ปณ. ครอบคลุม 73 จังหวัดทั่วประเทศ EMS ไม่ได้เป็นเพียงบริการส่งด่วนอีกต่อไป แต่กำลังก้าวมาเป็นหนึ่งในกลไกที่ช่วยขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศ  

·     .. 2539 – 2548 : ยกระดับคุณภาพสู่สากล เทียบชั้นบริการโลจิสติกส์ระดับโลก


แม้ EMS จะเติบโตอย่างรวดเร็วและมีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ EMS ก็ยังไม่หยุดพัฒนา เพราะตระหนักดีว่าในโลกของการส่งด่วน ความเร็วอาจทำให้คนประทับใจและเลือกใช้ในครั้งแรก แต่สิ่งที่ทำให้กลับมาใช้ซ้ำอย่างต่อเนื่องได้ คือ ความเชื่อมั่นว่าระบบนั้นไว้ใจได้จริง ไปรษณีย์ไทยจึงยังคงมุ่งมั่นปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน โดยในปี 2541 ได้นำระบบคุณภาพ ISO 9001 มาใช้กับบริการ EMS ในประเทศ และได้รับใบรับรองระบบคุณภาพมาตรฐานในปี 2542 เป็นแห่งแรกในภูมิภาคเอเชีย ถือเป็นก้าวสำคัญที่การันตีว่าบริการไปรษณีย์ไทยมีมาตรฐานสากลและสามารถแข่งขันกับผู้ให้บริการโลจิสติกส์ระดับโลกได้ และผู้ใช้บริการสามารถตรวจสอบสถานะสิ่งของส่ง EMS ได้ทางเว็บไซต์ไปรษณีย์ไทยตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา

·      .. 2549 – 2558 เปลี่ยนผ่านสู่ไปรษณีย์ไทยสมัยใหม่ เมื่อ “ส่งด่วน” กลายเป็นมาตรฐานของชีวิต


ในช่วงเวลาที่เทคโนโลยีดิจิทัลและอินเทอร์เน็ตเริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน พฤติกรรมของผู้บริโภคได้เปลี่ยนจากการรอคอย มาเป็นการคาดหวังความรวดเร็วที่สามารถตรวจสอบได้ การส่งพัสดุจึงไม่ได้จบเพียงแค่ถึงปลายทาง แต่ต้อง “รู้สถานะระหว่างทาง” ได้อย่างต่อเนื่อง ไปรษณีย์ไทยจึงพัฒนาและยกระดับบริการ EMS ให้ตอบโจทย์ยุคใหม่ ทั้งในด้านความรวดเร็ว ความแม่นยำ และการนำเทคโนโลยีเข้ามาเสริมประสิทธิภาพ โดยเฉพาะระบบติดตามสถานะ (Track & Trace) ที่ช่วยให้ผู้ใช้บริการสามารถตรวจสอบการจัดส่งได้ตลอด 24 ชั่วโมง


ในขณะเดียวกัน บริการ EMS ของประเทศไทยยังได้รับการยอมรับในระดับสากลอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2552 ได้รับรางวัล EMS Cooperative Performance Award (Bronze Level) และรางวัล EMS Cooperative Performance Award (Silver Level) ปี 2554 จาก EMS Cooperative ภายใต้องค์การไปรษณีย์โลก (UPU) ซึ่งเป็นรางวัลที่ประเมินประสิทธิภาพโดยรวมของบริการ EMS ทั้งด้านความรวดเร็วในการจัดส่ง คุณภาพการเชื่อมต่อเครือข่ายระหว่างประเทศ และความน่าเชื่อถือของระบบ Track & Trace ที่สะท้อนการพัฒนาด้านคุณภาพบริการของประเทศไทยที่ยกระดับขึ้นได้ตามมาตรฐานสากล

·      ..2559–2568: อีคอมเมิร์ซเปิดโลกการค้ายุคใหม่ และโลจิสติกส์คือ หัวใจสำคัญ


ช่วงที่ผ่านมาเป็นยุคที่โครงสร้างเศรษฐกิจไทยเปลี่ยนผ่านอย่างชัดเจนจากการค้าหน้าร้านสู่การค้าออนไลน์ การเติบโตของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและโซเชียลคอมเมิร์ซ ทำให้ปริมาณพัสดุในระบบขนส่งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ขณะที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปี พ.ศ. 2562 ยิ่งเร่งให้พฤติกรรมผู้บริโภคเข้าสู่โลกออนไลน์แบบก้าวกระโดด ส่งผลให้ปริมาณการจัดส่งเพิ่มสูงขึ้น

ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงของตลาดขนส่ง ไปรษณีย์ไทยยังคงยืนหยัดด้วยจุดแข็งด้านเครือข่ายที่ครอบคลุมและความน่าเชื่อถือ พร้อมเร่งยกระดับ EMS อย่างต่อเนื่อง ทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ การขยายศักยภาพศูนย์คัดแยก การนำเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบอัตโนมัติเข้ามาใช้การยกระดับคุณภาพการนำจ่ายทุกวัน (ไม่มีวันหยุด) รวมถึงการพัฒนาระบบไอทีและแพลตฟอร์มบริการให้รองรับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการปรับรูปแบบองค์กรให้มีความคล่องตัวมากขึ้น เพื่อตอบโจทย์ทั้งผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซรายใหญ่และผู้ค้ารายย่อยทั่วประเทศ


ไปรษณีย์ไทยให้ความสำคัญกับ “ประสบการณ์ลูกค้า” โดยได้รับรางวัลด้านการให้บริการ EMS Customer Care Award และ Best EMS Call Centre Thailand อย่างต่อเนื่องในช่วงปี พ.ศ. 2559 – 2562 ซึ่งตอกย้ำถึงมาตรฐานการดูแลลูกค้าที่มีคุณภาพและสม่ำเสมอ

บริการ EMS ยังได้รับการยอมรับในระดับองค์กรธุรกิจและผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับรางวัล Thailand’s Most Admired Brand 2025 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ในหมวดธุรกิจบริการขนส่ง จากการสำรวจโดย BrandAge ซึ่งเป็นการจัดอันดับแบรนด์ที่ผู้บริโภคเชื่อมั่นและชื่นชอบมากที่สุดในประเทศ สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์ EMS ในด้านความน่าเชื่อถือ คุณภาพบริการ และความสามารถในการตอบโจทย์ทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวันและภาคธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

40 ปี EMS กับก้าวต่อไปรฯ สู่ Lifestyle Logistics


EMS ส่งด่วน คือ Flagship ของไปรษณีย์ไทยที่ได้รับความนิยมและสร้างรายได้สูงสุดมาอย่างต่อเนื่อง และเมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคที่เศรษฐกิจและสังคมขับเคลื่อนด้วยดิจิทัลเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะการมาถึงของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) บริการ EMS จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ “การขนส่ง” แต่ก้าวสู่การเป็น Lifestyle Logistics ไปรษณีย์ไทยมองบทบาทของตนเองมากกว่าผู้รับ–ส่งสิ่งของ แต่เป็นผู้เชื่อมโยงการใช้ชีวิต การค้า และข้อมูลเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ ผ่านการบริหารจัดการโลจิสติกส์อัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและข้อมูล (Data-Driven Logistics) โดยมีการยกระดับบริการอย่างต่อเนื่อง ทั้งระบบ Digital Post ID (D/ID) หรือระบบจ่าหน้าดิจิทัล ที่ช่วยแก้ปัญหาที่อยู่ไม่ชัดเจน เพิ่มความแม่นยำในการนำจ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการนำ AI และ Big Data มาวิเคราะห์และวางแผนเส้นทางนำจ่าย การจัดรอบขนส่ง และการบริหารจัดการทรัพยากร เพื่อให้พัสดุถึงมือผู้รับได้รวดเร็ว แม่นยำ และสอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้ใช้บริการในแต่ละพื้นที่

การเดินทางตลอด 40 ปี ของ EMS สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า “ความด่วน” ไม่ได้หมายถึงเพียงความเร็วในการจัดส่ง แต่คือความสามารถในการปรับตัวให้ทันโลก เข้าใจความต้องการของสังคมในแต่ละยุค และพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์ได้อย่างแท้จริง จากบริการส่งเอกสารในอดีต สู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีคอมเมิร์ซ ลดข้อจำกัดของการค้า และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงลูกค้าได้อย่างทั่วถึง

ก้าวต่อไปของ EMS จึงไม่ใช่เพียงการ “ส่งด่วน” แต่คือการมุ่งสู่การเป็น Lifestyle Logistics ของประเทศ ที่เชื่อมโยงผู้คน ธุรกิจ และเศรษฐกิจเข้าด้วยกันด้วยเทคโนโลยี ข้อมูล และนวัตกรรม พร้อมยืนหยัดเป็นบริการที่คนไทยไว้วางใจ และเติบโตไปพร้อมกับทุกช่วงจังหวะของชีวิตคนไทยในอนาคต