สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
(สคส.) หรือ PDPC
เดินหน้ายกระดับการคุ้มครองสิทธิเด็กในโลกดิจิทัล
จับมือองค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือ UNICEF ประเทศไทย โดย มูฮาหมัด ราฟิค ข่าน หัวหน้าฝ่ายคุ้มครองเด็ก
และ สันติ ศิริธีราเจษฎ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านคุ้มครองเด็ก จาก UNICEF ประเทศไทย
หารือเชิงลึกเพื่อกำหนดแนวทางคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของเด็ก
ภายใต้บริบทของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว
พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ
เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เปิดเผยว่า การหารือครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของเด็กให้เท่าทันบริบทเทคโนโลยี
AI
ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดย สคส. ได้เปิดรับข้อเสนอแนะจาก UNICEF
ต่อ (ร่าง) แนวปฏิบัติด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับ AI
ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณะไปแล้ว
สคส. ให้ความสำคัญกับการบูรณาการประเด็น “เด็ก” เข้าไปในกรอบการกำกับดูแลข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเป็นรูปธรรม
โดยเฉพาะในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเด็กมากขึ้น
เราจำเป็นต้องสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมนวัตกรรมและการคุ้มครองสิทธิของเด็กและเยาวชน
ทั้งนี้
ในการหารือยังได้มีการแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับผลกระทบของ AI ต่อเด็กและเยาวชน ทั้งในด้านโอกาส เช่น การเข้าถึงการเรียนรู้
การพัฒนาทักษะดิจิทัล และการเข้าถึงบริการสาธารณะ ขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงสำคัญ
อาทิ การละเมิดความเป็นส่วนตัว การใช้ข้อมูลโดยไม่เหมาะสม
รวมถึงความเสี่ยงจากอัลกอริทึมที่อาจส่งผลต่อพฤติกรรมหรือการตัดสินใจของเด็ก
โดยการร่วมหารือครั้งนี้ สคส. นำโดย พ.ต.อ. ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ
รองเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมุลส่วนบุคคล (กฎหมายและคดี)
ได้เข้าร่วมหารือในประเด็นดังกล่าว ปัจจุบัน สคส.อยู่ระหว่างการพัฒนาแนวปฏิบัติด้านการใช้
AI และการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล โดยเน้นหลัก
“การใช้ข้อมูลอย่างรับผิดชอบ” (Responsible Data Use) และ
“การคุ้มครองเชิงรุก” (Proactive Protection) เพื่อให้หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างเป็นรูปธรรม
โดยเฉพาะในระบบที่เกี่ยวข้องกับเด็ก เช่น แพลตฟอร์มการศึกษาออนไลน์ แอปพลิเคชันสำหรับเยาวชน
และบริการดิจิทัลต่างๆ
นอกจากนี้ สคส.
ยังอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการกำหนดมาตรการเพิ่มเติมสำหรับระบบ AI ที่มีความเสี่ยงสูง (High-Risk AI) โดยเฉพาะระบบที่มีการประมวลผลข้อมูลเด็กในวงกว้าง
ซึ่งอาจต้องมีมาตรการกำกับดูแลที่เข้มข้นมากขึ้น ทั้งในด้านความโปร่งใส
การตรวจสอบย้อนกลับได้ (Auditability) และการประเมินผลกระทบด้านสิทธิ
(Impact Assessment) ก่อนนำระบบมาใช้งานจริง
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญ คือแผนการจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจด้านการคุ้มครองข้อมูลเด็ก เพื่อศึกษา วิเคราะห์ และพัฒนากรอบนโยบายที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย โดยจะบูรณาการความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งหน่วยงานกำกับดูแล นักวิชาการ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อให้การคุ้มครองข้อมูลเด็กมีความรอบด้านและยั่งยืน ความร่วมมือกับ UNICEF ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของเด็กของประเทศไทย ให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล และสามารถรองรับความท้าทายในยุค AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ