บีโอไอ ผนึกกำลัง สมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย และ อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่เวทีโลก ผ่านกิจกรรมสำคัญ ที่งาน SUBCON Thailand 2026


สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน
(บีโอไอ) ร่วมกับ อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย
และสมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย จัดงานแถลงข่าว “SUBCON
Thailand 2026” โดยปีนี้ก้าวสู่ปีที่ 20 เพื่อประกาศความพร้อมในการจัดงานเวทีสำคัญของอุตสาหกรรมการผลิตและซัพพลายเชน ซึ่งงานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่
13–16 พฤษภาคม 2569 ณ ไบเทค
บางนา ภายใต้แนวคิดการเป็น “SOURCING INNOVATION SHAPING TOMORROW” งาน SUBCON Thailand 2026 มุ่งเน้นการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก
พร้อมเปิดโอกาสให้เกิดการจับคู่ธุรกิจจริงระหว่างผู้ซื้อระดับโลกและผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย

ฐนิตา ศิริทรัพย์ รองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน
(บีโอไอ) เปิดเผยว่า ในช่วงเวลาที่ห่วงโซ่อุปทานโลกกำลังปรับตัว
นับเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิตและจัดหาชิ้นส่วนศักยภาพสูงของภูมิภาค
โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ
ระบบอัตโนมัติ และดิจิทัล บีโอไอจึงเดินหน้าทำหน้าที่มากกว่าการส่งเสริมการลงทุน
แต่เป็น “ผู้เชื่อมโยงโอกาส” สู่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ไทย
ผ่านหลายมาตรการ ไม่ว่าจะเป็น มาตรการส่งเสริมการลงทุนสำหรับ SMEs มาตรการยกระดับอุตสาหกรรม (Smart and Sustainable Industry) การพัฒนาทักษะแรงงาน และการจับคู่ธุรกิจกับผู้ซื้อระดับโลก สำหรับงาน SUBCON
THAILAND 2026 ถือเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันให้ผู้ผลิตไทยเข้าสู่ Supply
Chain โลกอย่างเป็นรูปธรรม โดยคาดว่าจะก่อให้เกิดมูลค่าซื้อขายกว่า
24,000 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยต่อยอดให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตอย่างยั่งยืนในเศรษฐกิจยุคใหม่
ฐนิตากล่าวเพิ่มเติมว่า ในงาน SUBCON
Thailand ปีนี้ บีโอไอยังได้จัดงาน BOI Symposium 2026 ภายใต้แนวคิด “Thailand: Driving Toward Smart and Green
Mobility” เพื่อสะท้อนทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศที่มุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง
โดยเฉพาะในกลุ่มยานยนต์แห่งอนาคตและระบบการผลิตอัจฉริยะ
นอกจากนี้
ในบริบทที่อุตสาหกรรมโลกให้ความสำคัญกับการแข่งขันควบคู่กับความยั่งยืน บีโอไอยังมีแนวทางเชิงรุกในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้ยกระดับสู่การเป็น
Smart & Green Industry ทั้งในด้านการใช้เทคโนโลยีอัตโนมัติ
การปรับกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและการยกระดับมาตรฐานให้สอดคล้องกับข้อกำหนดสากล
“SUBCON Thailand 2026
จะทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อมสำคัญ”
ที่ทำให้โอกาสจากเม็ดเงินลงทุนขนาดใหญ่เกิดขึ้นจริง
โดยเป็นเวทีที่รวบรวมผู้ซื้อระดับโลกและผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยมาเจรจาธุรกิจ ช่วยผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยได้เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่
และปรับตัวสู่การเป็นผู้ผลิตที่มีศักยภาพในระดับโลกอย่างยั่งยืน” คุณฐนิตา กล่าว

ชนินทร์ ขาวจันทร์ นายกสมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย กล่าวว่า
อุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ
และระบบอัตโนมัติ ยังคงเป็นโอกาสเชิงโครงสร้างที่สำคัญของประเทศไทย
โดยเฉพาะในช่วงที่ภาคการผลิตทั่วโลกกำลังเร่งปรับตัวเข้าสู่เทคโนโลยีขั้นสูงและการผลิตอัจฉริยะ
อย่างไรก็ตาม
ผู้ประกอบการไทยยังต้องเผชิญกับความท้าทายสำคัญ ทั้งในด้านการแข่งขันด้านต้นทุน
การผลิตในระดับ Economy of Scale รวมถึงการแข่งขันจากผู้ผลิตรายใหญ่ในต่างประเทศ
แต่ในขณะเดียวกัน ผู้ผลิตไทยยังมีจุดแข็งในด้านความยืดหยุ่น คุณภาพ
และความสามารถในการปรับตัว ซึ่งหากได้รับ “โอกาส” และ “การเชื่อมโยงที่เหมาะสม” ก็สามารถยกระดับเข้าสู่ Supply Chain ของอุตสาหกรรมใหม่ได้
“EV และอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ เช่น อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ เครื่องมือแพทย์ อากาศยาน ระบบขนส่งมวลชน และระบบอัตโนมัติ เป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่มูลค่าเพิ่ม”

“การเปลี่ยนผ่านเป็นการปรับตัวทั้งระบบ
โดยผู้ผลิตชิ้นส่วนต้องยกระดับคุณภาพ มาตรฐาน และความสามารถตอบงานที่ซับซ้อน”
“ในกรณีของผู้ผลิต BEV ในไทยมีรุ่นหลากหลายแต่ปริมาณต่อรุ่นต่ำ
จึงอยากสร้าง Economy of Scale ทำให้ชิ้นส่วนมีต้นทุนสูงกว่าการนำเข้าจากจีน
แม้ลงทุนเทคโนโลยี สมาชิกพร้อมสู้หากได้รับโอกาสและการสนับสนุนจากรัฐ เช่น
มาตรการส่งเสริมชิ้นส่วนในประเทศและการถ่ายทอดเทคโนโลยี”
“แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทยก็เริ่มปรับตัวเร็วและพร้อมเป็นส่วนหนึ่งของ
supply chain ใหม่”
“สิ่งสำคัญในวันนี้
ไม่ใช่เพียงการแข่งขันด้านราคา
แต่คือการพัฒนาศักยภาพให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการที่ซับซ้อนมากขึ้นของผู้ซื้อระดับโลก
ทั้งในด้านมาตรฐาน เทคโนโลยี และความน่าเชื่อถือ”
“หากเชื่อมโอกาสกับแพลตฟอร์มอย่าง SUBCON
Thailand ได้ จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยก้าวทันและก้าวนำ
แต่ต้องยอมรับการแข่งขันจากผู้ผลิตจีนที่มี Economy of Scale สูง ในปีที่ผ่านมา SUBCON Thailand สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจ
ได้จริง ทั้งการพบผู้ซื้อใหม่ เปิดตลาด
และต่อยอดความร่วมมือระยะยาว มีสมาชิกยกระดับเป็น supplier ให้ต่างชาติ
แต่ยังมีหลายรายที่ยังไม่ใช้เวทีนี้
จึงเชิญชวนให้มาใช้โอกาสและต้องอดทนสร้างความเชื่อมั่นกับลูกค้า”
“ปีนี้สมาคมฯ พร้อมเข้าร่วม SUBCON
Thailand 2026 นำสมาชิกจากยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร
โลหะการ และพลาสติก มาแสดงศักยภาพ อีกทั้งจำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้นเพราะเห็นคุณค่าการรวมกลุ่มที่สร้างโอกาสทางธุรกิจ”“ความคาดหวังปีนี้เน้น
‘คุณภาพของความร่วมมือ’ เพื่อธุรกิจระยะยาว สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ซื้อระดับโลก
ให้ SUBCON เป็นเวทีแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี ลดต้นทุนและการปล่อย
CO2
พร้อมให้ภาครัฐและผู้เกี่ยวข้องมาร่วมคิดพัฒนาอุตสาหกรรมไทย”
“SUBCON Thailand เป็นเวทีที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจจริง ทั้งการขยายตลาด การเข้าถึงผู้ซื้อรายใหม่ และการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจในระยะยาว เราคาดหวังว่าในปีนี้ จะเกิดความร่วมมือที่มี ‘คุณภาพ’ มากยิ่งขึ้น และสามารถต่อยอดไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนของอุตสาหกรรมไทย” ชนินทร์ กล่าว

สรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป อินฟอร์มา
มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย กล่าวว่า ความสำเร็จของงานเกิดจากความร่วมมือระหว่างบีโอไอ สมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย และอินฟอร์มา
มาร์เก็ตส์ ซึ่งช่วยผสานจุดแข็งของ
แต่ละภาคส่วน
“เราไม่ได้สร้างเพียงงานแสดงสินค้า แต่เรากำลังสร้าง ‘Ecosystem Platform’ ที่เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำของอุตสาหกรรม” สำหรับปีนี้ งาน SUBCON Thailand 2026 จะจัดร่วมกับ 4 งานอุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่ INTERMACH, Plastics & Rubber Thailand, Future Mobility Thailand และ TyreXpo Asia Bangkok & AutoMROtive 2026 ซึ่งจะทำให้เกิดแพลตฟอร์มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ครอบคลุมทั้งระบบการผลิต เทคโนโลยี และซัพพลายเชนในที่เดียว


ภายในงานยังคงเน้นกิจกรรม Business Matching ที่พัฒนาให้มีความแม่นยำและตรงเป้าหมายมากขึ้น รวมถึง Buyers’
Village โซนพิเศษที่เปิดเผยความต้องการ sourcing จากผู้ซื้อระดับโลกโดยตรง กิจกรรมเหล่านี้ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงผู้ซื้อคุณภาพ
ลดต้นทุนการหาพันธมิตร และเพิ่มโอกาสในการปิดดีลธุรกิจจริง
SUBCON Thailand 2026 จึงไม่ใช่เพียงงานแสดงสินค้า แต่เป็น
“เวทีเชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจระดับโลก” ที่ช่วยผลักดันผู้ประกอบการไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
และเสริมความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว