
เมื่อวันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา
สมาคมผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตและคลาวด์ไทย ได้จัดเสวนา “Data Resilience :
การรับมือวิกฤติสายเคเบิลใต้น้ำและยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านอินเทอร์เน็ตไทย”
เพื่อสร้างความเข้าใจต่อสถานการณ์ความเสี่ยงโครงข่ายระดับโลกและแนวทางรับมือของประเทศไทย
โดยมีผู้เชี่ยวชาญและผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลร่วมให้ข้อมูล

ภูธนศิษฏ์
ธรรมมะโชติรัตน์ Technology
and Commercial Director บริษัท ไชน่า โมบาย อินเตอร์เนชั่นแนล
(ประเทศไทย) จำกัด หรือ CMI เผยว่า
โครงสร้างทราฟฟิกอินเทอร์เน็ตของไทยมีการกระจายตัวหลายทิศทาง โดยกว่า 60-70%
วิ่งผ่านเส้นทางตอนใต้ไปสิงคโปร์ ซึ่งเป็นฮับหลักของเอเชีย
ขณะที่เส้นทางไปยุโรปมีสัดส่วนเพียงประมาณ 5% เท่านั้น
สะท้อนว่าไทยไม่ได้พึ่งพาการเชื่อมต่อฝั่งยุโรปเป็นหลัก
และยังมีเส้นทางสำรองทั้งทางบกและใต้น้ำรองรับในอีกหลายทิศทาง อย่างไรก็ตาม
การเลือกใช้เส้นทางจำเป็นก็ยังต้องพิจารณาความเหมาะสมของการใช้งานเป็นหลัก
โดยเฉพาะค่า Latency และลำดับความสำคัญของทราฟฟิก
เพื่อให้การให้บริการมีประสิทธิภาพสูงสุด

ดร.นัทธพงศ์ เหลี่ยมเจริญ ผู้จัดการส่วนพัฒนาโครงข่ายระหว่างประเทศ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ระบุว่า แม้ในระดับโลก จุดยุทธศาสตร์สำคัญของโครงข่ายอินเทอร์เน็ตจะอยู่ที่บริเวณทะเลแดง โดยเฉพาะช่องแคบ “บาบ เอล มันเดบ” ซึ่งเป็นเส้นทางของทราฟฟิกระหว่างเอเชียและยุโรปกว่า 90% แต่ระบบเครือข่ายปัจจุบันถูกออกแบบให้สามารถ Reroute หรือเปลี่ยนเส้นทางอัตโนมัติได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุ ทำให้ผลกระทบสามารถถูกจำกัดให้อยู่ในวงแคบได้

นอกจากนี้ ฐิติวัฒน์ อินทสิทธิ์ Head of Network & Technology Planning บริษัท ซิมโฟนี่ คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SYMC ได้อธิบายว่า พฤติกรรมการใช้งานของทั้งผู้ใช้ทั่วไปและองค์กรในไทยยังคงกระจุกตัวอยู่ในภูมิภาคเอเชีย โดยมีสิงคโปร์เป็นฮับหลักของบริการ Cloud และแพลตฟอร์มดิจิทัล ส่งผลให้แม้เกิดเหตุในตะวันออกกลางจริง การใช้งานภายในประเทศยังคงดำเนินได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ก็ได้มีการเตรียมความพร้อมด้วยการสำรองเส้นทางโครงข่ายไม่น้อยกว่า 50% เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน อย่างไรก็ตาม บริการที่ต้องการความหน่วงต่ำ (Low Latency) เช่น Gaming, Video Streaming และ Video Conference อาจได้รับผลกระทบในด้านความล่าช้าเพิ่มขึ้นบ้างในบางช่วง หากเกิดเหตุการณ์ขึ้นจริง

มรกต กุลธรรมโยธิน นายกสมาคมฯ และกรรมการผู้จัดการ บริษัท
อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ INET กล่าวว่า
เบื้องหลังการใช้งานดิจิทัลในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสาร การชำระเงิน
หรือการใช้งานแอปพลิเคชัน
ล้วนพึ่งพาโครงข่ายอินเทอร์เน็ตขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงผ่านสายเคเบิลใต้น้ำ
โครงข่ายภาคพื้นดิน และศูนย์ข้อมูล (Data Center) ทั่วโลก
ซึ่งสำหรับผู้ใช้งานทั่วไปแล้วอาจมีความกังวลจากสถานการณ์ในต่างประเทศ
แต่ในความเป็นจริง บริการยอดนิยมของคนไทยอย่าง YouTube, TikTok และ Facebook ได้มีการจัดเก็บข้อมูลผ่านระบบ CDN
ในเอเชียและประเทศไทยแล้ว ทำให้ผลกระทบต่อผู้ใช้งานทั่วไปน้อย
ขณะที่องค์กรต่างๆ ควรให้ความสำคัญกับการวางแผนสำรองข้อมูล และเลือกใช้ Cloud
ภายในประเทศ เพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อได้แม้เกิดเหตุไม่คาดคิด

โดย ดร.เพ็ญศรี อรุณวุฒนามงคล ผู้อำนวยการมูลนิธิศูนย์สารสนเทศเครือข่ายไทย หรือ THNIC อธิบายว่า ระบบ DNS คือตัวกลางที่ช่วยเปลี่ยนชื่อเว็บไซต์ที่เราจำง่าย ให้เป็น IP Address ที่คอมพิวเตอร์เข้าใจ โดยได้ยกระดับอินเทอร์เน็ตไทยด้วยการยก Root Server ของโดเมนดังระดับโลกอย่าง .com, .net และโดเมน .th ของไทย มาไว้ในประเทศ ทำให้เข้าถึงเว็บไซต์ได้รวดเร็วและใช้งานได้ต่อเนื่อง แม้สายเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศจะมีปัญหาก็ตาม


ทั้งนี้ภาพรวมสะท้อนให้เห็นว่า
แม้สถานการณ์ความเสี่ยงจากสายเคเบิลใต้น้ำในบางพื้นที่ของโลกจะยังคงมีอยู่
แต่โครงสร้างโครงข่ายอินเทอร์เน็ตของไทยนั้น ยังมีความยืดหยุ่น
สามารถรองรับได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จากการกระจายเส้นทางเชื่อมต่อระบบสำรองที่มีอยู่
อย่างไรก็ตาม องค์กรภาคธุรกิจควรให้ความสำคัญกับการวางแผนด้าน Data
Resilience ควบคู่กับการเลือกใช้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภายในประเทศ
และระบบสำรองที่หลากหลายจากหลายผู้ให้บริการ
เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบโดยรวม ซึ่งจะช่วยให้พึ่งพาตนเองได้มากขึ้น
แม้ต้องเผชิญกับความผันผวนของสถานการณ์โลก