AI เร่งส่งเสริมศักยภาพระบบนิเวศอัจฉริยะ “Human × Car × Home” กลุ่มธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ AI แลโครงการริเริ่มใหม่อื่นๆ สร้างรายรับจากการดำเนินงานทั้งปีเป็นบวกเป็นครั้งแรก
เสียวหมี่ คอร์เปอเรชัน
("เสียวหมี่ [Xiaomi]" หรือ "กลุ่มธุรกิจ Group]"; Stock
Code:1810)
บริษัทด้านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อผู้บริโภคและอุตสาหกรรมการผลิตอัจฉริยะด้วยการเป็นผู้นำด้านสมาร์ทโฟนและสมาร์ทฮาร์ดแวร์ที่เชื่อมต่อบนแพลตฟอร์ม
Internet of Things (IoT) เผยผลการดำเนินงานที่สอบทานแล้ว สิ้นสุด ณ วันที่ 31
ธันวาคม 2568 (“ปี”) ในปี 2568
ตัวชี้วัดหลักหลายรายการของกลุ่มธุรกิจทำสถิติใหม่สูงสุด
แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการเติบโตที่แข็งแกร่ง โดยรายรับรวมของปีนี้อยู่ที่ 457.3 พันล้านหยวน
เพิ่มขึ้น 25.0% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า (“YoY”)
ในขณะที่กำไรสุทธิที่ปรับแล้วเพิ่มขึ้น 43.8% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า
(“YoY”) สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 39.2 พันล้านหยวน
เสียวหมี่ยังคงเดินหน้าผลักดันกลยุทธ์ “Human × Car × Home” อย่างต่อเนื่อง
โดยธุรกิจหลักทั้งหมดของกลุ่มบริษัทแสดงให้เห็นถึงแรงขับเคลื่อนการเติบโตที่แข็งแกร่ง
รายรับจากกลุ่มธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart EV), AI และโครงการริเริ่มใหม่อื่นๆ
พุ่งสูงขึ้น 223.8%
จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า (“YoY”)
เป็น 106.1 พันล้านหยวน ซึ่งไม่เพียงแต่ทะลุ 1
แสนล้านหยวนเป็นครั้งแรกเท่านั้น แต่ยังสร้างรายรับจากการดำเนินงานทั้งปีเป็นบวกเป็นครั้งแรกซึ่งนับเป็นความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ของบริษัท
ทั้งนี้รายรับรวมจากธุรกิจสมาร์ทโฟนของปีนี้อยู่ที่ 186.4 พันล้านหยวน
ในขณะที่รายรับจาก IoT และผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ทำสถิติสูงสุดที่ 123.2 พันล้านหยวน
ในปี 2568
ผลิตภัณฑ์พรีเมียมของเสียวหมี่ยังคงได้รับความนิยมจากตลาดอย่างต่อเนื่อง
โดยมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์พรีเมียมใหม่ๆ ได้แก่สมาร์ทโฟน Xiaomi 17 Ultra, Xiaomi
17 Ultra by Leica และรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ Xiaomi YU7 ซึ่งเป็นรถ SUV
หรูสมรรถนะสูง เป็นต้น ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2569 รถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ Xiaomi YU7
Series ครองอันดับ 1 ในด้านยอดขายรถ SUV
ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ในจีนแผ่นดินใหญ่ติดต่อกัน 7 เดือน และในเดือนมีนาคม 2569
เสียวหมี่ได้เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ
Xiaomi SU7 รุ่นใหม่ซึ่งมียอดสั่งซื้อล่วงหน้ามากกว่า 15,000 คันภายใน 34
นาทีแรกของการเปิดตัว และเกิน 30,000 คันภายใน 3 วันแรกหลังการเปิดตัว
รายรับจากธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart
EV) ทะลุ 1 แสนล้านหยวนเป็นครั้งแรก
ก้าวสู่การเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการเติบโตของกลุ่มบริษัท
สู่ยุคใหม่แห่งการเติบโต
ปี 2568 ถือเป็นปีแรกที่ธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart EV), AI และโครงการริเริ่มใหม่อื่นๆ ของกลุ่มบริษัทดำเนินงานครบปี และประสบความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ด้วยการสร้างรายรับจากการดำเนินงานทั้งปีเป็นบวกเป็นครั้งแรก รายรับจากกลุ่มธุรกิจนี้อยู่ที่ 106.1 พันล้านหยวน เพิ่มขึ้น 223.8% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า (“YoY”) โดยมีรายรับจากการดำเนินงานอยู่ที่ 0.9 พันล้านหยวน เฉพาะในไตรมาสที่สี่รายรับจากกลุ่มธุรกิจนี้สูงถึง 37.2 พันล้านหยวน เพิ่มขึ้น 123.4% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า (“YoY”) คิดเป็น 31.8% ของรายรับรวมของกลุ่มบริษัท เนื่องจากรายรับของกลุ่มธุรกิจนี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนเริ่มใกล้เคียงกับธุรกิจสมาร์ทโฟนจึงได้ก้าวขึ้นมาเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตที่สำคัญที่สุดของกลุ่มบริษัท
ยอดส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะของเสียวหมี่ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 มียอดส่งมอบรวม 411,082 คัน โดยรวม 145,115 คันในไตรมาสที่สี่ สำหรับปี 2569 บริษัทตั้งเป้าที่จะส่งมอบรถยนต์ให้ได้รวม 550,000 คันตลอดทั้งปี และในขณะเดียวกันกลุ่มบริษัทเองก็ยังคงขยายเครือข่ายการขายและบริการอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 เสียวหมี่ได้เปิดศูนย์จำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะรวมทั้งสิ้น 477 แห่ง ครอบคลุม 138 เมืองทั่วจีนแผ่นดินใหญ่
ในปี 2568 รถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ Xiaomi SU7 Series ครองอันดับ 1 ในด้านยอดขายรถซีดานที่มีราคาตั้งแต่ 200,000 หยวนขึ้นไปในจีนแผ่นดินใหญ่ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เสียวหมี่ได้เปิดตัว Xiaomi Vision Gran Turismo อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นโครงการรถไฟฟ้าไฮเปอร์คาร์ต้นแบบ ณ เมืองบาร์เซโลนา ซึ่งนับเป็นแบรนด์จีนแบรนด์แรกที่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมกับแฟรนไชส์ระดับตำนานนี้
สมาร์ทโฟนเสียวหมี่ยังคงครองอันดับท็อป 3 ของโลก หลังกลยุทธ์สินค้าและบริการในกลุ่มพรีเมียม (premiumization) สร้างผลลัพธ์ที่แข็งแกร่ง
ในปี 2568 ธุรกิจสมาร์ทโฟนของกลุ่มบริษัทยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายรับที่ 186.4 พันล้านหยวนและยอดจัดส่งทั่วโลกรวม 165.2 ล้านเครื่อง ตามรายงานของ Omdia เสียวหมี่ยังคงครองอันดับหนึ่งในสามของโลกด้านยอดจัดส่งสมาร์ทโฟนต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ติดต่อกันด้วยส่วนแบ่งการตลาด 13.3% ในจีนแผ่นดินใหญ่เสียวหมี่ครองอันดับ 2 ด้านยอดขายสมาร์ทโฟนตามจำนวนเครื่องที่ขายได้โดยมีส่วนแบ่งการตลาดที่ 16.6% เพิ่มขึ้น 0.7 จุดเปอร์เซ็นต์จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า (“YoY”)
กลยุทธ์สินค้าและบริการในกลุ่มพรีเมียม
(premiumization) ของเสียวหมี่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วและให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ
ตามข้อมูลจากบุคคลที่สาม ในปี 2568 สมาร์ทโฟนพรีเมียมของเสียวหมี่ (ราคาขายปลีกตั้งแต่ 3,000 หยวนขึ้นไป) คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 27.1% ของยอดขายสมาร์ทโฟนทั้งหมดของกลุ่มบริษัทในจีนแผ่นดินใหญ่ซึ่งเป็นการทำลายสถิติสูงสุด นอกจากนี้ในสมาร์ทโฟนกลุ่มราคา 4,000–6,000 หยวน ส่วนแบ่งการตลาดสมาร์ทโฟนของกลุ่มบริษัทวัดจากจำนวนหน่วยที่ขายได้อยู่ที่ 17.3%
เสียวหมี่ยังคงขยายการเติบโตในตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ยอดจัดส่งสมาร์ทโฟนของเสียวหมี่ติดหนึ่งในสามอันดับแรกใน 58
ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก และติดหนึ่งในห้าอันดับแรกใน 70 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก
ในละตินอเมริกาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เสียวหมี่ขึ้นเป็นอันดับ 2
ด้วยส่วนแบ่งการตลาดที่ 17.5% และ 17.0% ตามลำดับ
ในขณะที่ในยุโรปและแอฟริกาเสียวหมี่ครองอันดับ 3 ด้วยส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้น 0.6
และ 1.4 จุดเปอร์เซ็นต์จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า (“YoY”) เป็น 20.3% และ
12.7% ตามลำดับ
รายรับจาก IoT
และบริการอินเทอร์เน็ตทำลายสถิติสูงสุด มีจำนวนผู้ใช้งานต่อเดือนทั่วโลก (MAU)
เกิน 750 ล้านราย
กลุ่มผลิตภัณฑ์ IoT
และไลฟ์สไตล์ของกลุ่มบริษัททำสถิติสูงสุดทั้งในด้านรายรับและอัตรากำไรขั้นต้น
โดยรายรับรวมทั้งปีอยู่ที่ 123.2 พันล้านหยวน เพิ่มขึ้น 18.3%
จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า (“YoY”)
ในขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 2.8
จุดเปอร์เซ็นต์จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า (“YoY”) เป็น 23.1%
ธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะขนาดใหญ่ภายในบ้านยังคงเติบโตอย่างรวดเร็ว
โดยมีรายรับเพิ่มขึ้น 23.1% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า (“YoY”) จากการจัดส่งเครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น
และเครื่องซักผ้าที่ก็ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์
ในช่วงเวลาดังกล่าว
ผลิตภัณฑ์แท็บเล็ตของเสียวหมี่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ตามรายงานของ Omdia
ผลิตภัณฑ์แท็บเล็ตของเสียวหมี่ติดอันดับหนึ่งในห้าของการจัดส่งทั่วโลก
และติดอันดับหนึ่งในสามในจีนแผ่นดินใหญ่ ส่วนสายรัดข้อมืออัจฉริยะของเสียวหมี่
ยังคงครองตำแหน่งผู้นำโดยอยู่ในอันดับ 1 ของโลกและอันดับ 2 ในจีนแผ่นดินใหญ่ในปี
2568 นอกจากนี้ยอดจัดส่งหูฟัง TWS ของเสียวหมี่ยังติดอันดับ 2 ของโลก และอันดับ 1
ในจีนแผ่นดินใหญ่อีกด้วย
ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 จำนวนอุปกรณ์ IoT
ที่เชื่อมต่อกับแพลตฟอร์ม AIoT ของกลุ่มบริษัท (ไม่รวมสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต
และแล็ปท็อป) มีจำนวนมากถึง 1,079.2 ล้านเครื่อง เพิ่มขึ้น 19.3%
จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า (“YoY”)
จำนวนผู้ใช้งานที่มีอุปกรณ์เชื่อมต่อกับแพลตฟอร์ม AIoT ของกลุ่มบริษัท
(ไม่รวมสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และแล็ปท็อป) ตั้งแต่ห้าเครื่องขึ้นไป มีจำนวนสูงถึง
22.7 ล้านราย เพิ่มขึ้น 23.6% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า (“YoY”) และในเดือนธันวาคม 2568 จำนวนผู้ใช้งานต่อเดือน
(MAU) ของแอป Xiaomi Home เพิ่มขึ้น 11.7% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า
(“YoY”) เป็น 112.7 ล้านราย
ธุรกิจบริการอินเทอร์เน็ตของกลุ่มบริษัทยังคงเติบโตอย่างมั่นคง
โดยรายรับรวมทั้งปีเพิ่มขึ้น 9.7%
จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า (“YoY”) สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 37.4
พันล้านหยวน ณ เดือนธันวาคม 2568 จำนวนผู้ใช้งานต่อเดือน (MAU)ทั่วโลก เพิ่มขึ้น
7.4% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า (“YoY”)
เป็น 754.1 ล้านราย ในขณะที่จำนวนผู้ใช้งานต่อเดือน (MAU)
ในจีนแผ่นดินใหญ่เพิ่มขึ้น 10.1% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า (“YoY”) เป็น 190.4 ล้านราย
การลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาตลอดทั้งปีใกล้เคียงกับระดับกำไรประจำปี
จากความสำเร็จด้าน AI ที่ช่วยเสริมศักยภาพระบบนิเวศอัจฉริยะ “Human × Car × Home”
เสียวหมี่ยังคงมุ่งมั่นในการลงทุนระยะยาว
ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีและกลยุทธ์สินค้าและบริการในกลุ่มพรีเมียม
(premiumization)
ค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาตลอดทั้งปีอยู่ที่ 33.1 พันล้านหยวน
เพิ่มขึ้น 37.8% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า (“YoY”)
เสียวหมี่มีบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนาทั้งหมดเพิ่มขึ้นเป็น 25,457 คน
ทั้งนี้การลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา สะสมในช่วงห้าปีที่ผ่านมามีมูลค่ารวมกว่า
105.5 พันล้านหยวน และกลุ่มบริษัทคาดว่าจะลงทุนในด้าน AI อย่างน้อย 6 หมื่นล้านหยวนในอีกสามปีข้างหน้า
ความสามารถของกลุ่มบริษัทในด้านการใช้ AI
โมเดลขนาดใหญ่ได้ประสบความสำเร็จอย่างก้าวกระโดด
และกำลังเร่งเสริมสร้างศักยภาพของระบบนิเวศอัจฉริยะ “Human × Car × Home”
เมื่อเร็วๆนี้เสียวหมี่ได้เปิดตัวโมเดลขนาดใหญ่ที่พัฒนาขึ้นเอง 3 รุ่น สำหรับยุค
AI ตัวแทน (agent) ได้แก่ โมเดลพื้นฐานเรือธง Xiaomi MiMo-V2-Pro,
โมเดลขนาดใหญ่แบบ Omni-modal Xiaomi MiMo-V2-Omni
และโมเดลขนาดใหญ่สำหรับการสั่งงานด้วยเสียง Xiaomi MiMo-V2-TTS
ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์หลังจากการเปิดตัว Xiaomi MiMo-V2-Pro ติดอันดับ 1
ของโลกด้านปริมาณการเรียกใช้งานรายสัปดาห์บน OpenRouter ซึ่งเป็นแพลตฟอร์ม API
ระดับโลก และได้รับการจัดอันดับที่ 8 ของโลก และอันดับ 2
ในประเทศจีนด้วยดัชนีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Analysis Intelligence Index) ส่วน
Xiaomi miclaw ซึ่งเป็นตัวแทนเคลื่อนที่ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ ก็ได้เข้าสู่ช่วงทดสอบเบต้าแบบเชิญชวนแล้ว
นอกจากนี้กลุ่มบริษัทยังได้ซอร์สโมเดลหุ่นยนต์ขนาดใหญ่แบบ
Vision-Linguisher-Action (VLA) รุ่นแรกสำหรับหุ่นยนต์ Xiaomi-Robotics-0 อีกด้วย ในเดือนมีนาคม 2569
หุ่นยนต์ของเสียวหมี่ได้ทำงานแบบอัตโนมัติอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 3 ชั่วโมง ณ
สถานีงานติดตั้งน็อตแบบเจาะตัวเอง (self-piercing nut loading) ที่โรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะของเสียวหมี่
โดยประสบความสำเร็จในการติดตั้งพร้อมกันสองด้านในอัตรา 90.2%
และตรงตามเวลาการผลิตที่เร็วที่สุดของสายการผลิตที่ 76 วินาที
ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญสู่การใช้งานในวงกว้าง
การผสานรวมของ AI, หุ่นยนต์สำหรับใช้ในอุตสาหกรรม, รถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ และการผลิตอัจฉริยะกำลังทวีความเร็วขึ้น ด้วยการมีส่วนร่วมอย่างรอบด้านและครบวงจรในด้านเทคโนโลยีล้ำสมัย ระบบนิเวศอัจฉริยะและการผลิตอัจฉริยะ เสียวหมี่จึงสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร

เกี่ยวกับเสียวหมี่
เสียวหมี่ คอร์เปอเรชัน ก่อตั้งขึ้นในเดือนเมษายน
2010 และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ Main Board of the Hong Kong Stock Exchange
ในวันที่ 9 กรกฎาคม 2018 (1810.HK)
เสียวหมี่เป็นบริษัทอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อผู้บริโภคและอุตสาหกรรมการผลิตอัจฉริยะที่มีสมาร์ทโฟนและสมาร์ทฮาร์ดแวร์อัจฉริยะที่เชื่อมต่อด้วยแพลตฟอร์ม
Internet of Things (IoT) เป็นแกนหลัก
ด้วยวิสัยทัศน์
“การเป็นมิตรของผู้ใช้งานและบริษัทที่ทันสมัยที่สุดในใจผู้ใช้งานทุกคน”
เสียวหมี่จึงมีความพยายามอย่างต่อเนื่องที่จะพัฒนานวัตกรรม
ประสบการณ์การใช้งานที่ดีเยี่ยม ตลอดจนการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ
โดยจะไม่ลดละการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ในราคาที่เป็นมิตร
เพื่อให้ทุกคนบนโลกนี้สามารถเข้าถึงคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจากนวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ๆ
ได้
เสียวหมี่คือหนึ่งในบริษัทสมาร์ทโฟนชั้นนำของโลก
ในเดือนธันวาคม 2568 ยอดผู้ใช้บริการรายเดือน (MAU) ทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ
754.1 ล้านรายรวมสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต
นอกจากนี้เสียวหมี่ยังเป็นผู้นำด้านการก่อตั้งแพลทฟอร์ม AIoT (AI+IoT) ของโลก
โดย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 จำนวนสินค้าอัจฉริยะที่เชื่อมต่อกับแพลทฟอร์มมีมากถึง 1,079.2 ล้านเครื่อง ทั้งนี้ยังไม่รวมสมาร์ทโฟน แล็ปท็อปและแท็บเล็ต
ในเดือนตุลาคม 2566 เสียวหมี่ได้อัปเกรดกลยุทธ์เป็นระบบนิเวศอัจฉริยะ “Human × Car × Home” ที่ผสานเอาอุปกรณ์ส่วนบุคคล ผลิตภัณฑ์สมาร์ทโฮม และรถยนต์เข้าไว้ด้วยกันไว้อย่างลงตัว เสียวหมี่ให้ความสำคัญกับมนุษย์อยู่เสมอ และมุ่งมั่นที่จะมอบประสบการณ์การเชื่อมต่อที่ครอบคลุมและดียิ่งขึ้น ผลิตภัณฑ์ของเสียวหมี่มีวางจำหน่ายกว่า 100 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก และในเดือนกรกฎาคม 2568 เสียวหมี่ยังติดอันดับใน Fortune Global 500 นับเป็นการติดอันดับเป็นปีที่เจ็ดติดต่อกัน โดยอยู่ในลำดับที่ 297
เสียวหมี่เป็นส่วนหนึ่งของ Hang Seng Index, Hang
Seng China Enterprises Index, Hang Seng TECH Index และ Hang Seng China 50
Index.
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเสียวหมี่ สามารถเข้าชมได้ที่ https://www.mi.com/th/