17 มี.ค. 2569 185 0

พลิกโฉมเกษตรไทยสู่ยุคดิจิทัล! เปิดตัว OTOD ซีซัน 3 ชู ‘โดรน-แทรกเตอร์-IoT’ ชุมชนอัจฉริยะมุ่งลดต้นทุน ดันศก.กว่า 500 ล้านบาท

พลิกโฉมเกษตรไทยสู่ยุคดิจิทัล! เปิดตัว OTOD ซีซัน 3 ชู ‘โดรน-แทรกเตอร์-IoT’ ชุมชนอัจฉริยะมุ่งลดต้นทุน ดันศก.กว่า 500 ล้านบาท


สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า (depa) จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ “1 ตำบล 1 ดิจิทัล” (One Tambon One Digital) ซีซัน 3 หรือ OTOD #3 ณ อาคารดีป้า สำนักงานใหญ่ โดยมุ่งเน้นการต่อยอดความสำเร็จจากซีซันที่ผ่านมา เพื่อยกระดับภาคเกษตรกรรมไทยด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยจากดิจิทัลสตาร์ทอัพไทย ภายใต้แนวคิด “ชุมชนดี รายได้ดี ด้วยดิจิทัล”


ดร.ปรีสาร รักวาทิน รักษาการรองผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า เปิดเผยว่า โครงการ OTOD ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2567 โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมให้กลุ่มชุมชนและเกษตรกรเข้าถึงและพัฒนาทักษะการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ในปีนี้โครงการได้คัดเลือกผลิตภัณฑ์ดิจิทัลคุณภาพที่ได้รับเครื่องหมาย dSURE และขึ้นทะเบียนในบัญชีบริการดิจิทัล (Thailand Digital Catalog) จำนวน 22 ผลิตภัณฑ์ จาก 11 ดิจิทัลสตาร์ทอัพ เพื่อตอบโจทย์เกษตรกรใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ โดรนเพื่อการเกษตร แทรกเตอร์การเกษตรอัจฉริยะ และเทคโนโลยีบริหารจัดการแปลงเกษตรอัตโนมัติ (IoT) ซึ่งจะช่วยเพิ่มความแม่นยำ ลดต้นทุนแรงงาน และบริหารจัดการผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

เสียงสะท้อนจากเกษตรกร เทคโนโลยีเปลี่ยนชีวิต ลดความเสี่ยงทางสุขภาพ


ในเวทีเสวนาภายในงาน เกษตรกรผู้ร่วมโครงการ ได้ถ่ายทอดประสบการณ์การปรับตัวจากการทำนาแบบดั้งเดิมสู่การใช้เทคโนโลยีโดรนว่า ในอดีตการฉีดพ่นสารเคมีในนาข้าวต้องใช้แรงงานคนและเผชิญความเสี่ยงทางสุขภาพอย่างมาก โดยคุณประดนเล่าถึงภาพจำที่บิดาต้องสะพายเป้ฉีดพ่นยาจนเปียกชุ่มไปทั้งตัว ซึ่งไม่ใช่คราบน้ำแต่เป็นสารเคมีที่ส่งผลกระทบต่อร่างกายจนเกิดการสะสมในเลือดและมีผื่นคันตามตัว แต่เมื่อเปลี่ยนมาใช้โดรนเพื่อการเกษตร เกษตรกรไม่จำเป็นต้องสัมผัสสารเคมีโดยตรงอีกต่อไป ช่วยสร้างความปลอดภัยและสุขภาวะที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

นอกจากเรื่องสุขภาพแล้ว โดรนยังช่วยลดระยะเวลาการทำงานได้อย่างมหาศาล จากเดิมที่การฉีดพ่นในพื้นที่ขนาดใหญ่ต้องใช้เวลาถึง 2-3 ชั่วโมง แต่โดรนรุ่นใหม่สามารถจัดการได้ภายในเวลาเพียงไม่ถึง 1 ชั่วโมง อีกทั้งยังลดความสูญเสียของผลผลิตข้าวที่เกิดจากการเหยียบย่ำของรถฉีดพ่นขนาดใหญ่ในอดีต ซึ่งคุณประดนย้ำว่าเกษตรกรไทยในปัจจุบันไม่สามารถอยู่เฉยได้อีกต่อไป แต่ต้องเร่งพัฒนาศักยภาพตนเองเพื่อความอยู่รอดในยุคที่ราคาผลผลิตมีความผันผวน

IoT และโรงเรือนอัจฉริยะ เคล็ดลับเพิ่มมูลค่าและรสชาติผลไม้


ด้านการบริหารจัดการพืชด้วยระบบ IoT ตัวแทนเกษตรกรผู้ปลูกมะเขือเทศเชอร์รี่ ให้ข้อมูลว่า ระบบเซ็นเซอร์และ IoT มีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการปลูกพืชในโรงเรือน เทคโนโลยีนี้ช่วยให้เกษตรกรสามารถควบคุมสภาวะแวดล้อมที่ควบคุมไม่ได้จากภายนอก เช่น สภาพอากาศที่แปรปรวนหรือฝนหลงฤดู ซึ่งมักนำมาซึ่งโรคระบาดและสร้างความเสียหายต่อผลผลิต

การใช้ระบบ IoT ที่มีการวัดค่าความชื้น ค่าแสง (PPD) และการให้อาหารพืชอย่างต่อเนื่องตามความต้องการที่แม่นยำ ไม่เพียงแต่ช่วยลดการสูญเสีย แต่ยังช่วยส่งเสริมให้ผลผลิตมีรสชาติที่ดีขึ้นอย่างสม่ำเสมอ "เมื่อเรามีระบบที่ควบคุมรสชาติและความปลอดภัยได้ ลูกค้าจะเกิดความมั่นใจและรอคอยผลผลิตจากสวนของเราโดยเฉพาะ แม้จะมีสินค้าชนิดเดียวกันวางขายอยู่ทั่วไปก็ตาม" ตัวแทนเกษตรกร กล่าวไว้

นอกจากนี้ การใช้ IoT ยังช่วยเปลี่ยนบทบาทจากเกษตรกรสู่ผู้ประกอบการเกษตร (Agri-Entrepreneur) จากเดิมที่เริ่มทำเพียง 5 โรงเรือนในปี 2562 ปัจจุบันขยายเป็น 45 โรงเรือน และยังสามารถนำผลผลิตมาแปรรูปเพิ่มมูลค่าเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น สารสกัดจากมะเขือเทศเพื่อใช้ในเครื่องสำอางและโลชั่นบำรุงผิว สร้างรายได้เสริมและมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรต้นน้ำได้อย่างมหาศาล

แทรกเตอร์อัจฉริยะนวัตกรรมไทย ประหยัดพลังงาน ซ่อมบำรุงง่าย


ส่วนอีกหนึ่งเกษตรกรผู้ใช้งานนวัตกรรม ได้เน้นย้ำถึงประโยชน์ของแทรกเตอร์การเกษตรอัจฉริยะที่พัฒนาโดยคนไทยว่า ช่วยในการประหยัดน้ำมันและลดต้นทุนการผลิต จุดเด่นสำคัญคือนวัตกรรมที่เป็นของคนไทยทำให้การหาอะไหล่และการซ่อมบำรุงทำได้ง่ายและรวดเร็ว ไม่ต้องรอการนำเข้าจากต่างประเทศเหมือนในอดีต ซึ่งส่งผลให้การทำงานในชุมชนมีความต่อเนื่องและเกิดการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างเกษตรกรในการพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน

ดีป้า อัดฉีดงบหนุนชุมชนและสตาร์ทอัพ สูงสุด 2 แสนบาทต่อราย


สำหรับรายละเอียดการสนับสนุนในโครงการ OTOD ซีซัน 3 นี้ ดร.ปรีสาร ระบุว่า ดีป้าได้แบ่งประเภทการส่งเสริมออกเป็น 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่

1.ประเภทการยกระดับกลุ่มชุมชน (มาตรการ d-community) สนับสนุนกลุ่มชุมชนที่จดทะเบียนกับรัฐ มีสมาชิกไม่น้อยกว่า 20 ครัวเรือน เพื่อประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล โดยมีงบสนับสนุนไม่เกิน 150,000 บาทต่อราย จำนวน 330 ราย

2.ประเภทการยกระดับธุรกิจชุมชนบริการดิจิทัล (มาตรการ d-startup) สำหรับบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่ต้องการเปิดธุรกิจบริการซ่อมบำรุงและดูแลรักษาเทคโนโลยีการเกษตร เช่น ศูนย์ซ่อมโดรน โดยมีงบสนับสนุนไม่เกิน 200,000 บาทต่อราย จำนวน 33 ราย

ทั้งนี้ ผู้ขอรับการส่งเสริมจะต้องมีความพร้อมในการสมทบงบประมาณไม่น้อยกว่า 50% ของมูลค่าเทคโนโลยี เพื่อสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของและการบริหารจัดการที่ยั่งยืน

เดินหน้าโรดโชว์ 8 จังหวัดทั่วไทย ค้นหาสุดยอดไอเดียเกษตรดิจิทัล

เพื่อสร้างความตระหนักรู้และกระจายโอกาสสู่ภูมิภาค ดีป้าเตรียมจัดกิจกรรม "Accelerate Digital Agriculture & Pitching Day" ใน 8 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่, พิษณุโลก, พระนครศรีอยุธยา, สงขลา, ภูเก็ต, ชลบุรี, อุบลราชธานี และขอนแก่น ภายในงานจะมีการอบรมทักษะดิจิทัล 4 หัวข้อหลัก ได้แก่ เกษตรอัจฉริยะ, การสร้างคอนเทนต์ดิจิทัล, การเตรียมข้อเสนอขอรับทุน และเศรษฐกิจสีเขียว นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) และการประชันไอเดียเพื่อรับการสนับสนุนในโครงการ


"ดีป้าเชื่อมั่นว่าเทคโนโลยีทั้ง 3 ประเภทนี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนผ่านเกษตรแบบดั้งเดิมสู่เกษตรอัจฉริยะ พร้อมสร้างอาชีพใหม่ในชุมชน เช่น ช่างซ่อมโดรน หรือผู้ให้บริการบินโดรน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานรากและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ โดยคาดว่าโครงการนี้จะสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจได้ไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท" ดร.ปรีสาร กล่าวทิ้งท้าย


เกษตรกรและชุมชนที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดและสมัครเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ผ่านช่องทาง LINE OA: @OTOD3