ชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric) ผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีพลังงาน แนะองค์กรใช้โครงสร้างพื้นฐานรวบรวม OT
data อย่างมีระบบ
ช่วยจัดเก็บข้อมูลเชิงลึกสำหรับภาคอุตสาหกรรมต่อยอดธุรกิจระยะยาว
ปัจจุบันองค์กรชั้นนำในภาคอุตสาหกรรมกำลังเผชิญกับภาวะย้อนแย้งด้านข้อมูล
เนื่องจากแต่ละองค์กรมีข้อมูลมหาศาล แต่กลับไม่ใช่ข้อมูลเชิงลึกทางกลยุทธ์
โดยคาดการณ์ว่าภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกจะมีปริมาณข้อมูลสะสมสูงถึง
4.4 เซตตะไบต์ ภายในปี 2030 ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า เมื่อเทียบกับปริมาณข้อมูลสะสมในปี
2023
การรวบรวมข้อมูลเทคโนโลยีเชิงปฏิบัติการ
หรือ OT data (Operational
Technology Data) ตลอดหลายปีที่ผ่านมา จากระบบเซนเซอร์
การทำงานของเครื่องจักรและในกระบวนการสายการผลิตสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพในการนำไปใช้เพื่อคาดการณ์การบำรุงรักษา
การเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงานและระบบการปฏิบัติการแบบอัตโนมัติ
อย่างไรก็ตามการแปลงข้อมูลดิบเหล่านั้นเป็นข้อมูลเชิงลึกและเป็นโอกาสในการยกระดับประสิทธิภาพกลับเป็นเรื่องที่ท้าทาย
ซึ่งอุปสรรคสำคัญแทบไม่ได้เกิดจากเครื่องมือวิเคราะห์หรือความมุ่งมั่นขององค์กร แต่ขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของการวางโครงสร้างด้านบริหารจัดการ
OT data
ทั้งนี้จุดเชื่อมต่อที่ขาดหายไปไม่ใช่เรื่องของการเพิ่มระบบวิเคราะห์ให้มากขึ้น
แต่คือโครงสร้างพื้นฐานและแนวทางปฏิบัติที่จำเป็นในการทำให้ OT data สามารถนำไปใช้งานได้มากกว่าวัตถุประสงค์เดิมที่ตั้งไว้
ส่งผลให้องค์กรในอุตสาหกรรมจำนวนมากตกอยู่ในภาวะร่ำรวยข้อมูลแต่ยากจนข้อมูลเชิงลึกที่ถูกรายล้อมไปด้วยข้อมูลปฏิบัติการทั่วไป
แต่ไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในวงกว้างได้อย่างต่อเนื่อง
OT
data คืออะไร?
OT data คือ ข้อมูลสื่อสารที่เกิดขึ้นระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ
ในขณะปฏิบัติการ เช่น สถานะของอุปกรณ์ ตัวแปรของกระบวนการผลิต เหตุการณ์ และสัญญาณแจ้งเตือนต่างๆ
เป็นต้น โดยเป็นข้อมูลอธิบายพฤติกรรมแต่ละส่วนของระบบอุตสาหกรรมแบบเรียลไทม์ ส่วนข้อมูลเทคโนโลยีสารสนเทศ
หรือ IT data (Information Technology Data) มักเป็นข้อมูลเชิงธุรกรรมและมีโครงสร้างเพื่อรองรับกระบวนการทางธุรกิจเท่านั้น
ในขณะที่ OT data
มีลักษณะข้อมูลที่ต่อเนื่อง หลากหลาย
ซึ่งข้อมูลที่ได้เกิดจากอุปกรณ์ที่ออกแบบมาเพื่อจำกัดการแบ่งปันข้อมูลในวงกว้าง
แม้ความแตกต่างเหล่านี้เป็นเพียงรายละเอียดเล็กน้อย แต่มีความสำคัญมาก ในทางปฏิบัติองค์กรต่างๆ ไม่ได้ทำการ "เชื่อมต่อข้อมูล" แต่เป็นการ "เชื่อมต่ออุปกรณ์" เข้าด้วยกัน และเมื่ออุปกรณ์ต่างๆ เชื่อมต่อกันแล้วจึงสามารถดึงข้อมูลออกมาเพื่อระบุบริบทและนำกลับมาใช้ใหม่ได้ หากข้อมูล OT ยังคงถูกจำกัดอยู่แค่ในตัวเครื่องจักรหรือระบบประวัติ มูลค่าของข้อมูลนั้นจะถูกจำกัดโดยสิ้นเชิง
ทำไม OT data สำคัญต่อการวิเคราะห์เชิงอุตสาหกรรม
การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงอุตสาหกรรมต้องอาศัยข้อมูลที่ทันต่อสถานการณ์
มีบริบทที่ชัดเจนและเชื่อถือได้เกี่ยวกับประสิทธิภาพการดำเนินงาน แต่ OT
data ส่วนใหญ่ที่รวบรวมในปัจจุบันออกแบบมาเพื่อการปฏิบัติตามกฎระเบียบ
การตรวจสอบย้อนกลับหรือการติดตามผลขั้นพื้นฐาน ไม่ใช่เพื่อการปรับปรุงประสิทธิภาพ
ข้อมูลสำหรับการปฏิบัติตามกฎระเบียบจะช่วยตอบคำถามว่า
กระบวนการผลิตยังคงอยู่ในขอบเขตที่ยอมรับได้หรือไม่ หรือการผลิตชุดนั้นๆ
เป็นไปตามข้อกำหนดหรือไม่ ในทางกลับกันข้อมูลจำเป็นต้องรองรับการวิเคราะห์
การเปรียบเทียบและการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต้องอาศัยอัตราการสุ่มตัวอย่าง
โครงสร้างและข้อมูลบริบทที่แตกต่างกันจึงอธิบายได้ว่าทำไมโครงการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากจึงหยุดชะงักตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น
องค์กรอาจมี OT data
ย้อนหลังหลายปี แต่ยังคงประสบปัญหาในการปรับปรุงประสิทธิภาพ
ความท้าทายจึงไม่ใช่การขาดแคลนข้อมูล แต่เป็นการขาดแคลนข้อมูลที่พร้อมสำหรับการวิเคราะห์
ความสำคัญของ OT data สำหรับ AI
ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ยิ่งทำให้ความท้าทายนี้ชัดเจนขึ้น
แม้ AI จะได้รับความสนใจอย่างมหาศาล
แต่ความสำเร็จนั้นขึ้นอยู่กับคุณภาพและความพร้อมของข้อมูลที่ป้อนเข้าไป
ทั้งนี้ในสภาพแวดล้อมทางอุตสาหกรรม โครงการ AI ส่วนใหญ่ล้มเหลวหรือทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ
ไม่ใช่เพราะข้อจำกัดของอัลกอริทึม แต่เป็นเพราะ OT data
ไม่สมบูรณ์ มีโครงสร้างไม่สม่ำเสมอ ขาดบริบทหรือเข้าถึงได้ยาก
กฎทั่วไปที่ทราบกันดีคือ 80% ของเวลาในโครงการ
AI ใช้ไปกับการเตรียมข้อมูล
ในส่วนนี้ AI เปรียบเสมือนบทสรุป ไม่ใช่ฉากเปิด
โดยทำหน้าที่ขยายผลจากฐานข้อมูลเริ่มต้นที่มีอยู่ หาก OT data ไม่ได้รับการสร้างแบบจำลองและเปิดเผยข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ AI จะกลายเป็นระบบที่เปราะบาง มีต้นทุนสูงและขยายผลได้ยาก
แทนที่จะเป็นจุดเริ่มต้นแต่กลับเป็นตัวบ่งชี้ว่า
องค์กรได้วางรากฐานที่จำเป็นเพื่อให้ OT data สามารถใช้ได้ข้ามไซต์งานและข้ามกรณีการใช้งานต่างๆ
แล้วหรือไม่
ทำไมวิธีจัดการ OT data จำเป็นในการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล
เมื่อเป้าหมายด้านดิจิทัลขยายขอบเขตจากการวิเคราะห์เฉพาะจุดไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพระดับองค์กร
วิธีจัดการ OT data แบบแก้ปัญหาเฉพาะหน้าจะถึงทางตันอย่างรวดเร็ว
การเตรียมข้อมูลทีละกรณีทำให้การใช้งานอาจได้ผลในระยะแรก
แต่ไม่สามารถขยายผลได้ในระยะยาว
แนวทางการบริหารจัดการ OT data ที่มีโครงสร้างชัดเจนช่วยสร้างความสม่ำเสมอครอบคลุมทั้งไซต์งาน อุปกรณ์และแอปพลิเคชัน ทำให้ข้อมูลสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ รวมถึงต่อยอดและพัฒนาไปตามเวลาแทนที่จะต้องสร้างใหม่ซ้ำๆ สิ่งนี้ช่วยให้โครงการดิจิทัลเปลี่ยนจากการทดลองไปสู่ประสิทธิภาพทางอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน โดยประสานการทำงานของฝ่ายปฏิบัติการ ฝ่ายวิศวกรรมและทีมข้อมูลภายใต้มาตรฐานและเป้าหมายเดียวกัน
โครงสร้างพื้นฐานรวบรวม OT data แกนหลักสำคัญที่หายไป
โครงสร้างพื้นฐานในการรวบรวม OT
data ทำหน้าที่เสมือนเป็นสะพานเชื่อมต่อระหว่างการปฏิบัติงานและเป้าหมายด้านดิจิทัล
ช่วยให้ข้อมูลจากอุปกรณ์ต่างๆ ส่งผ่านไปยังแอปพลิเคชันได้อย่างน่าเชื่อถือ โดยมี
4 แกนหลักที่ OT data ต้องมีความพร้อม
· ความพร้อมใช้งานของข้อมูล
· การเข้าถึงข้อมูล
· การจัดโครงสร้างและระบุบริบทของข้อมูล
· การเผยแพร่ข้อมูล
ความพร้อมเหล่านี้เมื่อได้รับการสนับสนุนจากเฟรมเวิร์กซอฟต์แวร์และระเบียบวิธีปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานเดียวกันช่วยให้มั่นใจได้ว่า
ข้อมูลจะถูกดึงออกจากอุปกรณ์
จัดโครงสร้างอย่างเป็นระบบและนำเสนอรูปแบบที่เหมาะสมกับการใช้งานหลากหลาย
ไม่ว่าจะเป็นด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบ ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์
การวิเคราะห์ข้อมูล และ AI
หากไม่มี 4 แกนหลักดังกล่าว โครงการดิจิทัลต่างๆ
จะทำงานแบบแยกส่วนและยากต่อการขยายผล
ซึ่งการมีโครงสร้างพื้นฐานรวบรวมข้อมูลองค์กรสามารถรองรับ OT
data จากอุปกรณ์ใหม่จำนวนหลายรายการที่เชื่อมต่อเข้ามาในแต่ละปีได้
และยังคงรักษาการควบคุมและความสม่ำเสมอไว้ได้ ทำให้เกิดความคืบหน้าอย่างเป็นลำดับและวัดผลได้
นั่นหมายถึงอุปกรณ์จะถูกเชื่อมต่อทีละขั้นตอน
สามารถยกระดับมาตรฐานได้อย่างต่อเนื่อง
ส่งผลให้มูลค่าของข้อมูลเพิ่มขึ้นทุกครั้งที่มีการนำไปใช้งาน
OT data ที่เชื่อถือได้
ต้องมีไซเบอร์ซีเคียวริตี้จากการออกแบบ
ในขณะที่เส้นทางรับ-ส่ง OT data ขยายขอบเขตครอบคลุมตั้งแต่เซนเซอร์และคอนโทรลเลอร์ที่เอดจ์ไปจนถึงระบบวิเคราะห์และแอปพลิเคชัน
AI บนคลาวด์
ความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูลจึงกลายเป็นเรื่องสำคัญไม่น้อยไปกว่าความพร้อมใช้งาน
ปัจจุบันข้อมูลอุตสาหกรรมต้องส่งผ่านอุปกรณ์ เครือข่ายและแพลตฟอร์มที่กระจัดกระจาย
ซึ่งไม่ได้ออกแบบมารองรับการเข้าถึงแบบเปิดหรือการวิเคราะห์ขั้นสูงทำให้เพิ่มความเสี่ยง
อาจเกิดความเสียหายของข้อมูลได้ เช่น ถูกดักจับ หรือถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์
การผนวกมาตรการความมั่นคงปลอดภัยเข้าสู่กระบวนการรวบรวมและส่งผ่าน
OT data ตั้งแต่การปกป้องข้อมูลที่เอดจ์
การรักษาความปลอดภัยระหว่างการรับส่งข้อมูลไปจนถึงการควบคุมสิทธิ์การเข้าถึง
ช่วยรับประกันได้ว่าระบบวิเคราะห์และ AI ในขั้นตอนถัดไปจะทำงานบนพื้นฐานของข้อมูลที่เชื่อถือได้และมีความถูกต้องครบถ้วน
ดังนั้นความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์จึงไม่ใช่เพียงภารกิจที่ทำควบคู่กันไป
แต่เป็นรากฐานสำคัญที่ขาดไม่ได้สำหรับการขยายผลระบบวิเคราะห์อุตสาหกรรม AI และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลได้อย่างมั่นใจ
สร้างรากฐานอย่างมั่นคงก่อนเร่งความเร็ว
การเตรียมความพร้อม OT data ไม่ใช่โครงการที่ทำเพียงครั้งเดียวจบและไม่ใช่การพลิกโฉมอย่างรวดเร็ว แต่เป็นความพยายามอย่างต่อเนื่องที่ต้องอาศัยวินัยและความสม่ำเสมอ
โดยได้รับการสนับสนุนจากการประสานงานภายในที่แข็งแกร่งและธรรมาภิบาลข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ
กระบวนการความคืบหน้าต้องวัดผลและขยายผลได้อย่างเป็นลำดับ
รวมถึงต้องสอดคล้องกับลำดับความสำคัญในการดำเนินงานจริง
สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมการออกแบบและการดำเนินกลยุทธ์ OT data เพื่อเร่งความเร็วในการวิเคราะห์ AI และสร้างประสิทธิภาพอย่างยั่งยืนจาก
Industrial
Digital Transformation Services ของชไนเดอร์
อิเล็คทริค
เกี่ยวกับ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค
เราคือพันธมิตรด้านเทคโนโลยีพลังงานของคุณ
ชไนเดอร์ อิเล็คทริค
ผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีพลังงาน
สร้างประสิทธิภาพและความยั่งยืนด้วยการนำระบบไฟฟ้า ระบบอัตโนมัติ
และระบบดิจิทัลปรับใช้ในอุตสาหกรรม ธุรกิจ และที่อยู่อาศัย
เทคโนโลยีของเราช่วยให้อาคาร ดาต้าเซ็นเตอร์ โรงงาน โครงสร้างพื้นฐาน
และโครงข่ายไฟฟ้าทำงานเชื่อมโยงกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยืดหยุ่นและยั่งยืน
กลุ่มผลิตภัณฑ์ ประกอบด้วย อุปกรณ์อัจฉริยะ สถาปัตยกรรมที่ควบคุมด้วยซอฟต์แวร์
ระบบที่ขับเคลื่อนด้วย AI บริการระบบดิจิทัลและการให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ
ชไนเดอร์ อิเล็คทริค มีพนักงาน 160,000 คน และมีพันธมิตรคู่ค้ามากกว่า 1 ล้านราย ครอบคลุมกว่า 100
ประเทศ
และได้รับการจัดอันดับให้เป็นบริษัทที่ยั่งยืนที่สุดในโลกอย่างต่อเนื่อง www.se.com/th