9 ก.พ. 2569 105 0

เลือกตั้งไทยปี 2569 ก้าวที่ขยับแต่ยังไม่พ้นเข้าคูหา...'โกงหรือไม่โกง!!?' เทคโนโลยีที่คนไทยควรไปให้ถึง

เลือกตั้งไทยปี 2569 ก้าวที่ขยับแต่ยังไม่พ้นเข้าคูหา...'โกงหรือไม่โกง!!?' เทคโนโลยีที่คนไทยควรไปให้ถึง

เจาะลึกเปรียบเทียบเทคโนโลยีการเลือกตั้งระดับโลก กับสถานการณ์การเลือกตั้งล่าสุดของไทยในปี 2569 พร้อมทั้งวิเคราะห์ปัญหาและแนวทางแก้ไข เพื่อสร้างระบบเลือกตั้งที่ประชาชนไว้วางใจ ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัล การเลือกตั้งไม่ได้เป็นเพียงการกากบาทลงบนแผ่นกระดาษอีกต่อไป แต่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ "เทคโนโลยี" กลายเป็นบทพิสูจน์ของความโปร่งใส 

ประเทศไทยได้ผ่านพ้นการเลือกตั้งครั้งสำคัญ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการนำนวัตกรรมมาใช้ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับ "มาตรฐานระดับโลกอย่างประเทศเอสโตเนีย" เราจะพบว่ายังมีช่องว่างขนาดใหญ่ที่ต้องเติมให้เต็ม

มาตรฐานความล้ำสมัย บทเรียนจากเอสโตเนีย

ประเทศเอสโตเนีย (Estonia) ได้รับการยอมรับว่าเป็นประเทศที่ทันสมัยที่สุดในโลกด้านการเลือกตั้งอิเล็กทรอนิกส์ (i-Voting) โดยใช้ระบบที่ผสานเทคโนโลยีขั้นสูง 3 ประการ ได้แก่

Blockchain Infrastructure: เอสโตเนียใช้ระบบ X-Road ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่กระจายศูนย์ คะแนนเสียงที่ถูกส่งเข้าไปจะถูกเข้ารหัสและบันทึกในลักษณะที่ "ย้อนกลับไปแก้ไขไม่ได้" ทำให้การทุจริตในระบบหลังบ้านเป็นไปได้ยาก

Digital ID Card & Mobile ID: ทุกวันนี้ประชาชนมีบัตรประชาชนที่ฝังชิปอัจฉริยะและระบบยืนยันตัวตนผ่านมือถือ การลงคะแนนสามารถทำได้จากที่บ้านผ่านอินเทอร์เน็ต โดยระบบจะตรวจสอบ Biometrics (ลายนิ้วมือ/ใบหน้า) เพื่อยืนยันว่าผู้ที่กดคือเจ้าของสิทธิ์ตัวจริง

The Power of Change: สิ่งที่ล้ำที่สุดคือระบบยอมให้ผู้ลงคะแนน "เปลี่ยนใจ" ได้ในช่วงเวลาที่กำหนด (Re-voting) เพื่อป้องกันการถูกข่มขู่หรือซื้อเสียง โดยระบบจะนับเฉพาะคะแนนสุดท้ายเท่านั้น

การเลือกตั้งไทยปี 2569 ก้าวที่ขยับแต่ยังไม่พ้นกระดาษ

สำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ของไทยเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา แม้จะมีความพยายามนำเทคโนโลยีมาใช้มากขึ้น เช่น การใช้แอปพลิเคชัน ThaID ในการยืนยันตัวตน ณ หน่วยเลือกตั้ง หรือการใช้ระบบ GPS Tracking ในการขนส่งบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าของไปรษณีย์ไทย แต่โดยรวม "หัวใจ" ของการลงคะแนนยังคงเป็นระบบ Paper-based หรือการใช้กระดาษเป็นหลัก

เปรียบเทียบ เอสโตเนีย vs ประเทศไทย 2569

เอสโตเนีย (Modern Standard) | ประเทศไทย (2569) 

วิธีการลงคะแนน | ออนไลน์ผ่านอินเทอร์เน็ต (i-Voting) 100% | ลงคะแนนด้วยบัตรกระดาษ ณ คูหา 

การยืนยันตัวตน | Digital ID / Biometrics แบบเต็มรูปแบบ | บัตรประชาชน / แอป ThaID (แสดงตนหน้าคูหา) 

การเก็บรักษาคะแนน | Blockchain (กระจายศูนย์/แก้ไขไม่ได้) | หีบบัตรพลาสติก (เก็บในที่ปลอดภัย/กล้องวงจรปิด)

การตรวจสอบผล | ประชาชนตรวจสอบรหัส Hash ของคะแนนตนเองได้ | ตรวจสอบผ่านใบรวมคะแนนหน้าหน่วย

ความสะดวก | ลงคะแนนได้จากทุกมุมโลกผ่านมือถือ | ต้องไปที่หน่วยเลือกตั้งหรือลงทะเบียนล่วงหน้า 

ปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นจริงในสนามเลือกตั้งไทย

จากการเลือกตั้งปี 2569 ที่ผ่านมา ประชาชนยังคงพบปัญหาเดิมที่ซ้ำซากและอุปสรรคใหม่ๆ ดังนี้ 

ความผิดพลาดของมนุษย์ (Human Error): การเขียนรหัสหน้าซองบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าผิดพลาด ทำให้เกิดความกังวลว่าคะแนนจะไปไม่ถึงเขตที่ถูกต้อง

ความไม่ไว้วางใจในระบบนับคะแนน: แม้จะมีการรายงานผลผ่านระบบดิจิทัล แต่ความล่าช้าและการปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลดิบในบางช่วง ทำให้เกิดทฤษฎีสมคบคิดและความเคลือบแคลงใจต่อ กกต.

ปัญหาการซื้อเสียงที่เปลี่ยนรูปแบบ: การซื้อเสียงเปลี่ยนไปสู่โลกออนไลน์ (Digital Wallet / Money Transfer) ซึ่งระบบการตรวจสอบปัจจุบันยังตามไม่ทัน

ความเสี่ยงด้าน Deepfake และ AI: มีการใช้คลิปเสียงและภาพ AI ปลอมนักการเมืองเพื่อโจมตีกันในช่วงโค้งสุดท้าย สร้างความสับสนให้กับผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง

แนวทางแก้ไขเพื่อความพึงพอใจของประชาชน

เพื่อให้การเลือกตั้งในอนาคตของไทยได้รับความเชื่อมั่นเทียบเท่าระดับสากล ควรดำเนินการดังนี้

Hybrid Voting System: เริ่มต้นด้วยการให้ลงคะแนนออนไลน์ (i-Voting) สำหรับผู้ที่อยู่ต่างประเทศหรือนอกเขตโดยใช้ Blockchain เพื่อลดความผิดพลาดจากการขนส่งบัตรกระดาษ

Open Data & Real-time Dashboard: กกต. ต้องเปิดเผยข้อมูลคะแนนดิบรายหน่วยในรูปแบบ Machine-readable เพื่อให้ภาคประชาชนและสื่อมวลชนสามารถนำ AI มาช่วยตรวจสอบความผิดปกติได้ทันที

National Digital ID Integration: เชื่อมโยงระบบการเลือกตั้งกับระบบฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์ดิจิทัลอย่างสมบูรณ์ เพื่อลดขั้นตอนการตรวจสอบเอกสารที่ซับซ้อนหน้าหน่วย

บทสรุปทางออกดังกล่าวจะจบโดยง่าย ด้วยเทคโนโลยีที่เปิดเผย คือกุญแจสู่ความเชื่อมั่นทางออกของการเลือกตั้งไทยไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนจาก "กระดาษ" เป็น "หน้าจอ" แต่คือการเปลี่ยนจาก "ความลับ" เป็น "ความโปร่งใสที่ตรวจสอบได้" เทคโนโลยีอย่าง Blockchain จะเข้ามาทำหน้าที่แทนความไว้ใจในตัวบุคคล เมื่อประชาชนรู้ว่าคะแนนของเขาถูกล็อคไว้ด้วยรหัสทางคณิตศาสตร์ที่ไม่มีใครเปลี่ยนได้ ความพึงพอใจและความสงบสุขในสังคมจะตามมา

ท้ายที่สุดแล้ว ความทันสมัยไม่ได้อยู่ที่เครื่องมือที่แพงที่สุด แต่อยู่ที่ระบบที่ทำให้ "หนึ่งสิทธิ์ หนึ่งเสียง" ของประชาชนมีความหมายและปลอดภัยที่สุดอย่างแท้จริง

หากประเทศไทยตัดสินใจเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีการเลือกตั้งแบบเอสโตเนีย (i-Voting) ภายใน 4 ปีข้างหน้า

เป้าหมายปี 2573 โครงสร้างงบประมาณจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในลักษณะ "จ่ายหนักในช่วงต้น เพื่อประหยัดในระยะยาว จากการวิเคราะห์งบประมาณการเลือกตั้งปี 2566 (5,945 ล้านบาท) และปีล่าสุด 2569 (ประมาณ 7,800 - 8,900 ล้านบาท รวมทำประชามติ) หากเปลี่ยนระบบ ผลกระทบต่องบประมาณจะเป็นดังนี้

1. งบประมาณที่ "เพิ่มขึ้น" (Initial Investment)

ในช่วง 4 ปีแรก งบประมาณจะ สูงขึ้นกว่าปกติประมาณ 20-30% เนื่องจากต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล:

ระบบ Blockchain & Cybersecurity: การพัฒนาระบบบันทึกคะแนนที่แก้ไขไม่ได้และระบบป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ ซึ่งต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญระดับสูง

การอัปเกรดฐานข้อมูล National Digital ID: แม้จะมีแอป ThaID แล้ว แต่อาจต้องลงทุนเพิ่มในระบบยืนยันตัวตนแบบหลายชั้น (MFA) และการทำ Load Testing เพื่อรองรับคนใช้งานพร้อมกัน 40-50 ล้านคน

เครื่องลงคะแนน ณ หน่วยเลือกตั้ง (EVM): สำหรับผู้ที่ไม่มีสมาร์ทโฟนหรือเข้าไม่ถึงอินเทอร์เน็ต เพื่อให้คงความทันสมัยทัดเทียมกับการลงคะแนนออนไลน์

2. งบประมาณที่ "ลดลงอย่างมหาศาล" (Operating Costs)

เมื่อระบบเสถียร งบประมาณในส่วน "รายจ่ายประจำ" (Recurring Cost) จะลดลงอย่างน่าตกใจ:

ค่าจัดพิมพ์และขนส่งบัตรเลือกตั้ง: ในปี 2566 และ 2569 เราใช้งบส่วนนี้รวมกับการไปรษณีย์กว่า 300-400 ล้านบาท หากใช้ i-Voting งบส่วนนี้จะหายไปเกือบทั้งหมด

ค่าเบี้ยเลี้ยงกรรมการประจำหน่วย (กปน.): ปัจจุบันไทยมีหน่วยเลือกตั้งเกือบ 100,000 หน่วย ใช้เจ้าหน้าที่กว่า 1 ล้านคน (งบประมาณส่วนนี้สูงถึง 2,000-3,000 ล้านบาท) หากคนหันไปเลือกออนไลน์ 50-70% จำนวนหน่วยเลือกตั้งจะลดลง ทำให้ประหยัดงบส่วนนี้ได้มหาศาล

งบจัดการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร: การส่งบัตรไปต่างประเทศและส่งกลับมีค่าใช้จ่ายสูงและเสี่ยงบัตรเสีย ระบบออนไลน์จะทำให้งบส่วนนี้ ลดลงเหลือเกือบศูนย์

วิเคราะห์แนวโน้มงบประมาณ (Estimate)

รายการงบประมาณ | ระบบปัจจุบัน (กระดาษ) | ระบบใหม่ (i-Voting + Blockchain) | แนวโน้ม |

การจัดพิมพ์บัตร/วัสดุ | ~500 ล้านบาท | ~50 ล้านบาท (เฉพาะหน่วยสำรอง) | ลดลง 90% 

โลจิสติกส์/ไปรษณีย์ | ~300 ล้านบาท | ~20 ล้านบาท | ลดลง 93%

เบี้ยเลี้ยงเจ้าหน้าที่ | ~3,000 ล้านบาท | ~1,000 ล้านบาท (ลดจำนวนหน่วย) | ลดลง 66% 

ระบบ IT & ความปลอดภัย | ~100 ล้านบาท | ~1,500 ล้านบาท (รวมค่าดูแลระบบ) | เพิ่มขึ้น 1,400% 

รวมเฉลี่ยต่อครั้ง | ~6,000 - 8,000 ล้านบาท | ~3,500 - 4,500 ล้านบาท | ลดลงราว 40% 

3. จุดคุ้มทุน (Break-even Point)

จากการศึกษาในต่างประเทศ เช่น สหราชอาณาจักรและเอสโตเนีย

 ปีที่ 1-4: งบจะสูงขึ้นจากการวางระบบ (Capex)

 ปีที่ 5 เป็นต้นไป: งบจะลดลงอย่างต่อเนื่อง (Opex) โดยคาดว่าจะ คืนทุนภายใน 2 รอบการเลือกตั้งใหญ่ (ประมาณ 8-10 ปี) หลังจากนั้นประเทศไทยจะประหยัดงบได้ครั้งละไม่ต่ำกว่า 2,000-3,000 ล้านบาท เลยทีเดียวครับ

ปัญหาสำคัญที่ไม่ใช่งบประมาณ

แม้จะประหยัดเงินได้มาก แต่ "อุปสรรค" ที่ไทยต้องเจอคือ Digital Divide (ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล) ของผู้สูงอายุในชนบท ซึ่งแนวทางแก้ไขคือต้องคงหน่วยเลือกตั้งแบบดั้งเดิมไว้ในสัดส่วนที่เหมาะสมในช่วงเปลี่ยนผ่าน 10 ปีแรก

หากประเทศไทยสามารถปรับเปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยีการเลือกตั้งที่ทันสมัยจนประหยัดงบประมาณได้ถึง 3,000 ล้านบาทต่อรอบการเลือกตั้ง เงินจำนวนนี้เมื่อมองในเชิงเศรษฐศาสตร์ไม่ใช่แค่ "ตัวเลขที่ประหยัดได้" แต่คือ "ค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost)" ที่สามารถเปลี่ยนเป็นสวัสดิการที่จับต้องได้สำหรับคนไทยหลายล้านคน เช่น ด้านสาธารณสุขยกระดับ "30 บาท รักษาทุกที่" ด้วย AI ซึ่งจะเพียงพอสำหรับการวางระบบ AI Diagnostic & Telemedicine ทั่วประเทศ หรือด้านสังคมสูงวัย เบี้ยยังชีพและสวัสดิการเฉพาะจุด เช่น เงินสงเคราะห์พิเศษ สามารถจ่ายเงินช่วยเหลือพิเศษ 3,000 บาท ให้กับผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยหรือผู้พิการที่ต้องการการดูแลเร่งด่วนได้ถึง 1,000,000 คน ตลอดจนการปรับปรุงที่อยู่อาศัย งบนี้สามารถนำไปใช้ในโครงการ "ปรับปรุงบ้านเพื่อผู้สูงอายุและคนพิการ" (งบเฉลี่ย 30,000 บาท/หลัง) ได้มากถึง 100,000 ครัวเรือน ทั่วประเทศ หรือสำหรับด้านการศึกษาและทักษะแห่งอนาคต

บทสรุปในเชิงนโยบาย การลงทุนในเทคโนโลยีเลือกตั้ง (i-Voting) คือการ "เจ็บแต่จบ"

ในช่วงแรก แต่ในระยะยาว มันคือการเปลี่ยน "งบดำเนินงาน" ที่ละลายไปกับวัสดุอุปกรณ์และแรงงาน ให้กลายเป็น "งบสวัสดิการ" ที่กินได้จริงการประหยัดเงิน 3,000 ล้านบาท อาจฟังดูไม่มากเมื่อเทียบกับงบประมาณแผ่นดิน 3.78 ล้านล้านบาท แต่มันคือการพิสูจน์ว่า "รัฐบาลดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพ" สามารถคืนกำไรให้ประชาชนได้ในทุกย่างก้าว แม้แต่ในขั้นตอนของการเลือกตั้งเอง