6 ก.พ. 2569 114 0

เจาะลึกอาวุธลับ 'Dark Fiber' ทำไมประกันสังคมยุคใหม่ต้องใช้โครงข่ายท่อส่งข้อมูลส่วนตัวที่ ISP ให้ไม่ได้

เจาะลึกอาวุธลับ 'Dark Fiber' ทำไมประกันสังคมยุคใหม่ต้องใช้โครงข่ายท่อส่งข้อมูลส่วนตัวที่ ISP ให้ไม่ได้


ในยุคที่ข้อมูลคือหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนสวัสดิการภาครัฐ Dark Fiber ได้กลายเป็นเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานที่กระทรวงแรงงาน โดยเฉพาะสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เลือกนำมาใช้เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริการประชาชน บทความนี้จะเจาะลึกว่า Dark Fiber คืออะไร และเหตุผลเชิงยุทธศาสตร์ว่าทำไมระบบประกันสังคมจึงต้องพึ่งพาเครือข่ายชนิดนี้

Dark Fiber คืออะไร?

Dark Fiber หรือ "สายใยแก้วนำแสงที่ยังไม่ถูกใช้งาน" คือสาย Fiber Optic ที่มีการติดตั้งไว้ล่วงหน้าแต่ยังไม่มีการปล่อยสัญญาณแสง (Light signal) เข้าไปในสาย ทำให้มันมีสถานะ "มืด" (Dark) ต่างจากเครือข่าย Managed Service ทั่วไปที่เราเช่าใช้แบนด์วิดท์จากผู้ให้บริการ (ISP) ซึ่งมีการแชร์ช่องสัญญาณกับผู้ใช้อื่น แต่การใช้งาน Dark Fiber คือการที่องค์กร เช่าเฉพาะตัวสายเปล่า แล้วนำอุปกรณ์รับส่งสัญญาณ (Active Equipment) มาติดตั้งเอง ทำให้องค์กรสามารถควบคุมความเร็ว ความปลอดภัย และปริมาณข้อมูลได้อย่างเบ็ดเสร็จ

การประยุกต์ใช้ในระบบประกันสังคม กระทรวงแรงงาน

สำหรับกระทรวงแรงงาน ระบบประกันสังคมถือเป็นระบบที่มีฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่สุดระบบหนึ่งของประเทศ (Big Data) การนำ Dark Fiber มาใช้จึงเน้นไปที่ 3 ส่วนหลัก ได้แก่

- Data Center Interconnect (DCI): เชื่อมต่อระหว่างศูนย์ข้อมูลหลัก (Primary Data Center) และศูนย์ข้อมูลสำรอง (DR Site) เพื่อให้การสำรองข้อมูลเป็นไปแบบ Real-time

- Service Continuity: เชื่อมโยงระบบเครือข่ายระหว่างสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่/จังหวัด เข้ากับส่วนกลาง เพื่อให้การตรวจสอบสิทธิ์และการจ่ายเงินเยียวยาไม่สะดุด

- Cloud Connectivity: สร้างท่อส่งข้อมูลส่วนตัวเพื่อเชื่อมต่อกับระบบคลาวด์ภาครัฐ (GDCC) หรือคลาวด์ส่วนตัว เพื่อรองรับแอปพลิเคชันอย่าง "SSO Connect"

วิเคราะห์เหตุผล ทำไมต้องใช้ Dark Fiber?

เหตุผลที่ระบบประกันสังคมไม่สามารถพึ่งพาแค่ระบบอินเทอร์เน็ตทั่วไป แต่ต้องใช้ Dark Fiber มีรายละเอียด ดังนี้

1. ความปลอดภัยของข้อมูลสูงสุด (Unmatched Security)

ข้อมูลของประกันสังคมประกอบด้วยข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) เลขบัตรประชาชน ประวัติการทำงาน และข้อมูลการเงินของผู้ประกันตนหลายสิบล้านคน เหตุผลการใช้ Dark Fiber คือการสร้าง "ท่อส่วนตัว" ที่แยกออกจากอินเทอร์เน็ตสาธารณะอย่างเด็ดขาด ลดความเสี่ยงจากการถูกดักจับข้อมูล (Eavesdropping) หรือการโจมตีทางไซเบอร์ในระดับเครือข่าย

2. แบนด์วิดท์ที่ไม่จำกัด (Scalability)

เมื่อจำนวนผู้ประกันตนเพิ่มขึ้น หรือมีการเปิดตัวมาตรการเยียวยาใหม่ๆ ปริมาณ Traffic จะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เหตุผลว่าหากใช้ Managed Service ธรรมดา การขอขยายความเร็วอาจใช้เวลานานและมีค่าใช้จ่ายสูง แต่สำหรับ Dark Fiber องค์กรสามารถเพิ่มความเร็วจาก 10 Gbps เป็น 100 Gbps ได้ทันทีเพียงแค่เปลี่ยนอุปกรณ์ปลายทาง โดยไม่ต้องขุดถนนวางสายใหม่

3. ความหน่วงต่ำพิเศษ (Ultra-Low Latency)

การประมวลผลสิทธิ์ประกันสังคมต้องมีความแม่นยำและรวดเร็ว โดยเฉพาะการทำธุรกรรมการเงิน เหตุผลที่ Dark Fiber ไม่มีอุปกรณ์รวมสัญญาณ (Switch/Router) ของผู้ให้บริการมากั้นกลาง ทำให้ข้อมูลเดินทางเป็นเส้นตรงด้วยความเร็วแสง ลดค่า Latency ให้ต่ำที่สุด ซึ่งจำเป็นมากสำหรับการทำ Data Replication ระหว่างศูนย์ข้อมูลเพื่อให้ข้อมูลเป็นปัจจุบันอยู่เสมอ

4. ความคุ้มค่าในระยะยาว (Cost Efficiency)

แม้ค่าติดตั้งเริ่มต้นจะสูง แต่เมื่อเทียบกับปริมาณข้อมูลมหาศาลที่กระทรวงแรงงานต้องรับส่ง เหตุผล คือ การเช่าสาย Dark Fiber มักมีค่าใช้จ่ายคงที่ (Fixed Cost) ไม่ว่าเราจะส่งข้อมูลมากแค่ไหนก็ตาม ซึ่งจะคุ้มค่ากว่าการจ่ายค่าแบนด์วิดท์แบบรายเดือนที่เพิ่มขึ้นตามปริมาณการใช้งานในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้ Dark Fiber ของกระทรวงแรงงานไม่ใช่เพียงการตามเทคโนโลยี แต่เป็น "ยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางดิจิทัล" เพื่อให้มั่นใจว่าระบบประกันสังคมของไทยจะมีเสถียรภาพ ปลอดภัย และพร้อมรองรับการขยายตัวสู่ระบบรัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

เปรียบเทียบค่าใช้จ่าย (TCO หรือ Total Cost of Ownership) ระหว่างการเช่า Dark Fiber กับ Managed Service ในระยะยาว 5-10 ปี

การวิเคราะห์ Total Cost of Ownership (TCO) หรือต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของระหว่างการเช่า Dark Fiber และการใช้ Managed Service (เช่น MPLS หรือ Lease Line ทั่วไป) ในระยะยาว 5-10 ปี สำหรับหน่วยงานขนาดใหญ่อย่างสำนักงานประกันสังคม สามารถจำแนกได้ ดังนี้

ตารางเปรียบเทียบ TCO (ระยะเวลา 5-10 ปี)


เจาะลึกความคุ้มค่าในระยะยาว

1. จุดคุ้มทุน (The Break-even Point)

ในการใช้งาน 1-2 ปีแรก Managed Service จะดูประหยัดกว่าเพราะไม่ต้องลงทุนซื้ออุปกรณ์ราคาแพง (เช่น DWDM หรือ High-end Switches) แต่เมื่อเข้าสู่ปีที่ 3-5 เป็นต้นไป หากปริมาณข้อมูล (Data Traffic) ของระบบประกันสังคมเพิ่มขึ้นตามจำนวนผู้ประกันตนและบริการออนไลน์ โดย Managed Service จะมีกราฟค่าใช้จ่ายแบบ "ขั้นบันได" ที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ตามการซื้อ Bandwidth เพิ่ม ส่วน Dark Fiber จะมีกราฟค่าใช้จ่ายที่ "ราบเรียบ" (Flat Line) เนื่องจากค่าเช่าสายคงที่ จุดนี้เองที่ทำให้ Dark Fiber ประหยัดกว่าอย่างมหาศาลในระยะ 5 ปีขึ้นไป

2. อิสระจากข้อจำกัดของ Bandwidth (Unlimited Growth)

สำหรับระบบประกันสังคมที่มีการทำ Site Mirroring หรือการสำรองข้อมูลข้าม Data Center ตลอดเวลา หากใช้ Managed Service 1Gbps อาจมีค่าใช้จ่ายหลักแสนต่อเดือน หากใช้ Dark Fiber คุณสามารถส่งข้อมูลที่ความเร็ว 10Gbps หรือ 100Gbps ได้ในราคาค่าเช่าสายเท่าเดิม ซึ่งในระยะ 10 ปี มูลค่าความต่างนี้อาจสูงถึงหลายสิบล้านบาท

3. ต้นทุนแฝง (Hidden Costs vs. Values)

 Managed Service มีต้นทุนแฝงในเรื่อง "ความเสี่ยง" หากระบบล่ม (Downtime) องค์กรต้องรอ ISP แก้ไขตาม SLA ส่วน Dark Fiber แม้มีต้นทุนแฝงคือค่าจ้างวิศวกรเครือข่ายมาดูแลระบบเอง แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือ "อำนาจในการควบคุม" (Full Control) ซึ่งสำหรับระบบสวัสดิการของรัฐ การที่ระบบไม่ล่มเลยในช่วงที่มีการจ่ายเงินเยียวยา ถือเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมที่ประเมินค่าไม่ได้

โดยหากมองในกรอบ 10 ปี การลงทุนใน Dark Fiber คือการเปลี่ยนจาก "ค่าใช้จ่ายสิ้นเปลือง" (Monthly Expense) มาเป็น "การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน" (Infrastructure Investment) ซึ่งตามที่กล่าวมา Dark Fiber จะให้ TCO ที่ต่ำกว่าอย่างชัดเจนสำหรับระบบประกันสังคมที่มีอัตราการบริโภคข้อมูลสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และต้องการความปลอดภัยในระดับสูงสุด (Physical Isolation) แก่หน่วยงานภาครัฐ