เมื่อกฎหมาย
กติกา เริ่มเดิน สิ่งสำคัญคือการบอกให้ชัดว่า ‘ระบบกำลังทำงานอย่างไร’ ประโยคเปิดจากเวที ETDAxPress: BEING BEYOND TRUST “เปิดทุกเรื่องงานกำกับ
DPS สู่อนาคตที่เชื่อมั่นได้” ที่เพิ่งจบไปเมื่อเร็วๆ นี้
สะท้อนชัดว่า งานกำกับแพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับ ETDA ในวันนี้ไม่ใช่เส้นตรงที่
‘ออกกฎหมาย ประกาศ กติกา’ แล้ว
‘จบงาน’ แต่คือ การทำงานอย่างต่อเนื่อง อัปเดตให้สังคมทราบเป็นระยะ
ติดตามผลลัพธ์ และปรับระบบให้เดินได้ และไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2569 คือช่วงเวลาสำคัญที่
ETDA ได้อัปเดตความคืบหน้างานกำกับแพลตฟอร์มว่ากำลังขยับไปในทิศทางใด
มาตรการไหนเริ่มเห็นผลในทางปฏิบัติและประเด็นไหนที่ยังต้องอาศัยการขับเคลื่อนร่วมกันของหลายหน่วยงานเพื่อให้เกิดผลอย่างยั่งยืน
· Ride Sharing: เมื่อคนอยากถูกกฎหมาย แต่ระบบต้องพาเขาไปให้ถึง

ภาพแรกที่เวทีนี้
สะท้อนอย่างชัดเจนคือ การกำกับดูแลแพลตฟอร์ม Ride
Sharing บริการเรียกรถผ่านแอปฯ ที่ผู้โดยสารคุ้นเคย
แต่เบื้องหลังยังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้าง ผู้ขับขี่จำนวนมากอยากเข้าสู่ระบบให้ถูกกฎหมาย
แต่ติดข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งต้นทุน ประกันภัย เงื่อนไขรถที่ติดสัญญาเช่าซื้อ
และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง
ETDA มองโจทย์นี้ไม่ใช่เพียงการบังคับใช้ประกาศกับแพลตฟอร์ม
แต่คือการทำอย่างไรให้ คนขับที่ตั้งใจดีสามารถเข้าสู่ความถูกต้องได้จริง ผ่านระบบ
Driver
Verify
เพื่อออกใบรับรองให้คนขับที่ลงทะเบียน ใช้เป็นหลักฐานประกอบการขึ้นทะเบียน
รย.17 และ รย.18 กับกรมการขนส่งทางบก
(ขบ.) ปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนแล้วเกือบ 3 หมื่นราย ขณะเดียวกัน
ยังได้ขยายเวลาการบังคับใช้ ประกาศ Ride Sharing Platform เป็นวันที่
31
มีนาคม 2569 เพื่อเปิดพื้นที่ให้แพลตฟอร์มเตรียมความพร้อมและนำผู้ขับขี่เข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง
อย่างไรก็ดี การขยายเวลาดังกล่าวเป็นการผ่อนปรนเฉพาะแพลตฟอร์ม ไม่ใช่การยกเว้นโทษของผู้ขับขี่ หากผู้ขับยังไม่จดทะเบียน
รย.17 และ รย.18 แต่ให้บริการอยู่
ก็ยังคงมีความเสี่ยงตามกฎหมายของกรมการขนส่งทางบก
ระหว่างนี้ ETDA ย้ำว่าจะ มอนิเตอร์อย่างต่อเนื่อง ว่ามาตรการใดช่วยลดปัญหาได้จริง
และอะไรเป็นต้นทุนแต่ไม่ก่อผล พร้อมทำให้ทุกฝ่าย แพลตฟอร์มและผู้ขับขี่ เห็นภาพตรงกันว่าในแต่ละช่วงเวลาใครมีหน้าที่ต้องทำอะไร
ส่วนประเด็น ประกันภัย ซึ่งยังเป็นคอขวดสำคัญ
ETDA
กำลังทำงานร่วมกับ ขบ., คปภ.,
ภาคธุรกิจประกัน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนารูปแบบประกันที่เหมาะสม
ลดภาระค่าใช้จ่าย และเปิดทางให้ผู้ขับขี่เข้าสู่ระบบได้มากขึ้น
เพราะการกำกับที่ได้ผลต้องมองทั้ง กฎหมาย ระบบ และข้อจำกัดของผู้ปฏิบัติจริง ไม่ใช่เพียงตัวบทกฎหมายเพียงอย่างเดียว
· e-Marketplace: เมื่อกฎหมายเริ่มเดินแล้ว โจทย์คือ “ทำให้เกิดผล”

การกำกับดูแลแพลตฟอร์ม
e-Marketplace
ก็ไม่ต่างกัน อีกมิติสำคัญภายใต้กฎหมาย DPS ที่เริ่มเดินหน้ามาตั้งแต่วันที่
31 ธันวาคม 2568 นั่นก็คือ ประกาศ คธอ. เรื่อง
การดำเนินการอื่นสำหรับผู้ประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลประเภทตลาดสินค้า
ที่มีลักษณะเฉพาะตามมาตรา 18 (2) หรือที่เราเรียกกันว่า ‘ประกาศ e-Marketplace’ สาระสำคัญคือ การกำหนดให้แพลตฟอร์ม e-Marketplace ที่มีรายชื่อตามประกาศ ที่ปัจจุบันมี 21 แพลตฟอร์ม
ต้องจำหน่ายหรือโฆษณาสินค้าที่ต้องได้มาตรฐานตามกฎหมาย
โดยเฉพาะสินค้าที่อยู่ภายใต้การกำกับของ สมอ. และ อย.
เมื่อกติกาเริ่มเดิน
สิ่งที่ตามมาคือการทำให้เกิดผลจริงในทางปฏิบัติ มาตรการนี้ไม่ได้มุ่งให้แพลตฟอร์มเป็น
“ผู้ตรวจแทนรัฐ” แต่ให้ทำหน้าที่เป็น ด่านสำคัญในการจัดการความเสี่ยง ตั้งแต่การรู้จักผู้ขายบนแพลตฟอร์มของตน การแสดงข้อมูลสินค้าให้ครบถ้วน
การมีเอกสารมาตรฐาน ไปจนถึงระบบ Notice and Take Down เมื่อพบสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานหรือฝ่าฝืนกฎหมาย
ก่อนประกาศมีผล
ในช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่าน ETDA ได้ทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มและหน่วยงานกำกับเพื่อซักซ้อมความเข้าใจ
ตั้งแต่นิยามสินค้า วิธีตรวจสอบ การปรับปรุงรายละเอียด Terms &
Conditions ไปจนถึงการจัดทำคู่มือสำหรับเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจสอบ หลังจากนี้
งานหลักจึงเปลี่ยนจากการเตรียมระบบไปสู่การติดตามเคสจริง เพื่อดูว่าสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานบนแพลตฟอร์มลดลงหรือไม่
หลุดรอดแบบไหน และต้องแก้เชิงระบบอย่างไร ไม่ใช่การไล่จับเป็นรายกรณี
· Social Commerce: เมื่อเกิดการซื้อขาย การกำกับต้องขยับให้ทัน

เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคขยับจาก
e-Marketplace
ไปสู่ Social Commerce ซื้อขายผ่าน
Post Live หรือ Chat ความเสี่ยงเดิมไม่ได้หายไป
แต่กระจายตัวและตรวจจับยากขึ้น ทั้งสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน โฆษณาเกินจริง
และการหลบเลี่ยงความรับผิดเมื่อเกิดปัญหา ดังนั้น Social Commerce ที่มีฟังก์ชันสนับสนุนการขาย จึงไม่ใช่
“พื้นที่นอกการกำกับ” แต่เป็นสนามถัดไปที่ ETDA ต้องขยับและกำกับตามระดับความเสี่ยง
(risk-based) เพื่อทำให้แพลตฟอร์มเป็นด่านสำคัญในการจัดการความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง
ซึ่งหลังเริ่มกำกับ
e-Marketplace
อย่างเป็นรูปธรรม ETDA เผยเตรียมขยายแนวทางไปสู่
Social Commerce โดยยึด “พฤติกรรมการซื้อขายจริง” เป็นหลัก
ตั้งแต่การแสดงข้อมูลสินค้า การจัดการเนื้อหาที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย ไปจนถึงกลไก Notice
and Take Down เมื่อพบการฝ่าฝืน เป็นต้น ทั้งหมดก็เพื่อให้การคุ้มครองผู้บริโภคมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
· Self-regulation: กลไกเสริมเพื่อการกำกับที่ยืดหยุ่นและทันความเสี่ยง

เมื่อการกำกับแพลตฟอร์มต้องรับมือกับความเสี่ยงที่เปลี่ยนเร็วและหลากหลายมากขึ้น
การออกกติกากำกับแบบละเอียดทุกกรณีอาจไม่ทันต่อสถานการณ์จริง
และอาจสร้างภาระให้กับแพลตฟอร์มที่มีขนาดและศักยภาพแตกต่างกัน แนวคิด Self-regulation
จึงถูกหยิบขึ้นมาในฐานะ ‘กลไกเสริมที่ทำให้เกิดการร่วมกำกับดูแล’ ที่ไม่ใช่การทดแทนกฎหมาย
แต่เป็นการเปิดพื้นที่ให้แพลตฟอร์มมีส่วนร่วมในการยกระดับความรับผิดชอบของระบบด้วยตนเอง
ภายใต้กรอบที่สอดคล้องกับกฎหมาย
โดยแก่นของ
Self-regulation
คือการกำหนด “มาตรฐานขั้นต่ำ” ที่แพลตฟอร์มควรทำร่วมกัน
โดยเฉพาะการจัดการ สินค้าความเสี่ยง ที่ต้องการการตอบสนองอย่างรวดเร็ว เช่น ปืน Simbox หรือ บุหรี่ไฟฟ้า ตั้งแต่
· การมีระบบ
Notice
and Take Down ที่ชัดเจนเมื่อพบสินค้าผิดกฎหมาย
· การช่วยคัดกรองรายการสินค้าก่อนขึ้นแพลตฟอร์มตามศักยภาพของแต่ละราย
· การตรวจสอบร้านค้าให้สามารถระบุตัวตนได้
เพื่อเชื่อมไปสู่การบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดตัวจริง
และสิ่งที่ทำให้ Self-regulation
ไม่ใช่แค่ “สัญญาใจ” คือการวางกลไก มอนิเตอร์ ผ่านหลายช่องทาง
ทั้งการรับเรื่องร้องเรียนและหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภค
เพื่อให้การร่วมกันยกระดับครั้งนี้มีตัวชี้วัดและมีแรงส่งต่อเนื่อง โดยเน้นความยืดหยุ่น ความร่วมมือ
และการปรับตัวตามความเสี่ยงจริง มากกว่าการใช้มาตรการบังคับเพียงด้านเดียว
· ความเชื่อมั่นบริการแพลตฟอร์ม คือ ผลลัพธ์ที่ทุกคนต้องร่วมกันสร้าง

เมื่อมองทุกประเด็นร่วมกัน
จะเห็นว่างานกำกับแพลตฟอร์มดิจิทัลของ ETDA ไม่ได้เป็นการทำงานแบบแยกส่วน
แต่คือการ ออกแบบและดูแลระบบเดียวกัน
ที่เรียนรู้จากการลงมือทำจริงและต่อเนื่องไปยังมิติใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ความตั้งใจเบื้องหลังของ
ETDA จึงไม่ใช่การออกกฎให้เข้มที่สุด แต่คือการสร้างระบบที่
โปร่งใส เป็นธรรม ปรับตัวได้ และทำงานได้จริง เพื่อให้ทุกฝ่าย ทั้งรัฐ
หน่วยงานกำกับ แพลตฟอร์ม ผู้ประกอบการ และผู้ใช้ ร่วมกันรับผิดชอบต่อระบบดิจิทัลที่กำลังเติบโต
เพราะท้ายที่สุด “บริการดิจิทัลที่เชื่อมั่นได้ ไม่ได้เกิดจากกฎหมายเพียงอย่างเดียว
แต่เกิดจากทุกคนร่วมกันสร้างและทำให้ระบบนั้นทำงานได้จริง”