
พันเอก สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินงานครั้งสำคัญขององค์กรในปี 2569 โดยมุ่งเน้นการเป็นกลไกหลักของรัฐบาลในการขับเคลื่อน Digital Transformation และการสร้าง Digital Infrastructure ที่มั่นคงให้แก่ประเทศ ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ใหม่นี้ NT ตั้งเป้าที่จะเปลี่ยนผ่านจากการเป็นเพียงผู้ให้บริการโทรคมนาคมแบบดั้งเดิม สู่การเป็นองค์กรดิจิทัลที่เน้นนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อรองรับนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลของรัฐบาลอย่างยั่งยืน.
ชูธงข้อมูลและเทคโนโลยี Data & Tech Sovereignty ป้องบทเรียน AI รั่วไหล
พันเอก สรรพชัยย์ เน้นย้ำว่าในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยี AI อย่าง ChatGPT หรือ Gemini เข้ามามีบทบาทสูง หน่วยงานภาครัฐมักป้อนข้อมูลสำคัญเข้าไปเพื่อให้ AI เรียนรู้ ซึ่งข้อมูลเหล่านั้นจะถูกส่งไปประมวลผลและจัดเก็บในต่างประเทศเพื่อแก้ไขปัญหานี้ NT จึงเร่งผลักดันให้เกิด Cloud และ AI แพลตฟอร์มภายในประเทศ เพื่อรักษาองค์ความรู้และข้อมูลสำคัญให้อยู่ภายใต้อธิปไตยของไทย นอกจากนี้ บริษัทยังเตรียมพัฒนา Marketplace สำหรับนักพัฒนาชาวไทย เพื่อสร้างอีโคซิสเต็มทางเทคโนโลยีของตนเอง ลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติ และสร้างความมั่นคงทางดิจิทัลในระยะยาว
ความสำเร็จของ GDCC และการก้าวกระโดดสู่ Cloud First

ในส่วนของกลุ่มธุรกิจดิจิทัล NT ประสบความสำเร็จอย่างสูงจากโครงการ คลาวด์กลางภาครัฐ (Government Data Center and Cloud: GDCC) ซึ่งเป็นการรวมศูนย์ข้อมูลหน่วยงานรัฐทั่วประเทศมาไว้บนระบบคลาวด์เดียว ปัจจุบันให้บริการไปแล้วกว่า 62,748 VM รองรับ 1,202 หน่วยงาน และช่วยให้รัฐบาลประหยัดงบประมาณไปได้มากกว่า 5,000 ล้านบาท
สำหรับก้าวถัดไปในปี 2569 NT จะต่อยอดนโยบาย Cloud First ด้วยบริการที่ครอบคลุมทั้ง
Infrastructure as a Service (IaaS): โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์
Platform as a Service (PaaS): แพลตฟอร์มสำหรับการพัฒนา
Software as a Service (SaaS): ซอฟต์แวร์สำเร็จรูป โดยเฉพาะระบบ e-Office ที่มุ่งสู่การเป็นสำนักงานไร้กระดาษ (Paperless)
ปัจจุบันระบบ e-Office ได้รับความสนใจอย่างมากจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โดยมีหน่วยงานใช้งานแล้วกว่า 4,152 แห่ง หรือคิดเป็น 53.33% ของ อปท. ทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัลในระดับฐานราก
ยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน จากผู้แข่งสู่ "Neutral Operator" และศูนย์กลางอาเซียน
พันเอก สรรพชัยย์ ได้ประกาศปรับจุดยืนของ NT สู่การเป็น Neutral Infrastructure Provider หรือผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นกลาง หัวใจสำคัญคือการผลักดัน Infrastructure Sharing เพื่อลดการลงทุนซ้ำซ้อนในภาพรวมของประเทศ โดยผ่านโครงการ Single Last Mile อาทิ การใช้ท่อร้อยสายใต้ดินและสายไฟเบอร์ร่วมกัน ซึ่งจะช่วยประหยัดงบประมาณและปรับปรุงภูมิทัศน์ของเมืองให้ดีขึ้น
ในระดับระหว่างประเทศ NT มีความพร้อมที่จะผลักดันประเทศไทยให้เป็น ศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนข้อมูลของภูมิภาคอาเซียนตอนบน ด้วยศักยภาพของระบบเคเบิลใต้น้ำที่มีถึง 8 ระบบ รวมถึงระบบใหม่ล่าสุดอย่าง ADC (Asia Direct Cable) ทำให้ NT มีระบบเคเบิลใต้น้ำรวมทั้งหมด 8 ระบบ ได้แก่ FLAG, SMW4, TIS, AAG, SJC, APG, AAE- 1 และ ADC ซึ่งเชื่อมโยงกับดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่และบริการระหว่างประเทศอย่างครบวงจร. ความหลากหลายของเส้นทาง (Diversity) นี้เป็นปัจจัยดึงดูดสำคัญที่จะทำให้ผู้ให้บริการ OTT ระดับโลกเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น
นอกจากนี้ NT ยังได้รุกเข้าสู่ธุรกิจ ดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO) ผ่านความร่วมมือกับ Eutelsat OneWeb และเตรียมเปิดตัวพันธมิตรต่างชาติเพิ่มอีก 1-2 ราย เพื่อสร้าง Gateway ดาวเทียม ในประเทศไทยภายในสิ้นปีนี้ เทคโนโลยีนี้จะเข้ามาปิดช่องว่างในการสื่อสารพื้นที่ห่างไกล อับสัญญาณ หรือพื้นที่ชายฝั่งทะเล ซึ่งจากการทดสอบที่จังหวัดพิษณุโลกพบว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจอย่างมาก
เปิดงบประมาณปี 2569 ถอยเพื่อก้าวกระโดด และความท้าทายทางการเงิน

แม้ทิศทางธุรกิจจะดูสดใส แต่พันเอก สรรพชัยย์ ยอมรับว่าปี 2569 จะเป็นปีที่ท้าทายทางด้านการเงิน โดยคาดการณ์ว่าอาจมี ตัวเลขขาดทุนตามแผนงานประมาณ 5,000 - 6,000 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากการสิ้นสุดสัญญาพันธมิตรในธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Mobile) และค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่จากการดำเนินโครงการ เกษียณก่อนกำหนด (Mutual Separation Program: MSP) เพื่อปรับขนาดองค์กรให้ลีน (Lean) และเหมาะสมกับบริบทใหม่
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาผลประกอบการในปี 2568 ที่ผ่านมา NT ทำรายได้รวมได้กว่า 55,000 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 1,900 ล้านบาท ซึ่งดีกว่าแผนที่วางไว้ ผู้บริหารเชื่อมั่นว่าแม้จะมีการติดลบชั่วคราวในช่วง 1-2 ปีต่อจากนี้ แต่ด้วยการควบคุมค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพและการรุกธุรกิจ Digital Solution ที่มี Margin สูง จะทำให้ NT กลับมาสร้างกำไรได้อย่างยั่งยืนภายใน 2-3 ปีข้างหน้า
การปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ "ดีเดย์เมษายน" นี้
เพื่อให้การควบรวมระหว่าง TOT และ CAT เสร็จสมบูรณ์อย่างแท้จริง NT เตรียมประกาศใช้ โครงสร้างองค์กรใหม่ในเดือนเมษายนนี้ การปรับปรุงครั้งนี้มีความคืบหน้าไปแล้วกว่า 90% โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มความคล่องตัวในการทำงาน
นอกจากนี้ บริษัทยังได้ตัดสินใจ ลดงบลงทุน (CAPEX) ลงเหลือประมาณ 4,900 ล้านบาท จากเดิมที่เคยสูงถึงหมื่นล้านบาทต่อปี. กลยุทธ์คือการนำสินทรัพย์เดิมที่มีอยู่อย่างมหาศาลมาบริหารจัดการและเพิ่มประสิทธิภาพ (Optimization) ให้ถึงขีดสุด แทนการลงทุนใหม่ทั้งหมด ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าเสื่อมราคาและควบคุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (OPEX) ได้อย่างมีนัยสำคัญ
บทเรียนจากอุทกภัยสู่ความแกร่งของโครงข่าย (Resilience)

นอกเหนือจากมิติทางธุรกิจ NT ยังได้ให้ความสำคัญกับ ภารกิจเพื่อสังคมและการรับมือภัยพิบัติ จากเหตุการณ์อุทกภัยที่ผ่านมา บริษัทได้ถอดบทเรียนเพื่อปรับปรุงระบบสื่อสารหลักของประเทศให้มีความคงทน (Resilience) มากขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าหน่วยงานภาครัฐจะสามารถสื่อสารและประสานงานช่วยเหลือประชาชนได้แม้ในสภาวะวิกฤตที่รุนแรงที่สุด
บทสรุปยุทธศาสตร์ปี 2569 ของ NT คือการยอม "ถอยหนึ่งก้าวเพื่อกระโดดให้ไกลขึ้น" ผ่านการสะสางภาระในอดีต ปรับปรุงโครงสร้างให้ทันสมัย และมุ่งสู่สมรภูมิดิจิทัลและดาวเทียมอย่างเต็มตัว โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการปกป้องข้อมูลของคนไทยและสร้างฐานรากที่แข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศอย่างมั่นคง