สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) หรือ ดีป้า ได้จัดงานแถลงแผนการดำเนินงานประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “depa Unstoppable” ก้าวอย่างไม่สิ้นสุดสู่ปีที่ 9 โดยมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องยนต์หลัก (Digital Engine) ในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้หลุดพ้นจากสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว พร้อมตั้งเป้าหมายใหญ่ในการเป็น “Golden Bay of Asia” ผ่านการยกระดับบุคลากร อุตสาหกรรม และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ
วิกฤตเศรษฐกิจไทยและทางรอดด้วยดิจิทัล



ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมคณะผู้บริหารระดับสูง ประกอบด้วย กษมา กองสมัคร (รักษาการรองผู้อำนวยการใหญ่ กลุ่มงานยุทธศาสตร์และความมั่นคง), ดร.ศุภกร สิทธิไชย (รักษาการรองผู้อำนวยการใหญ่ กลุ่มงานโครงการพิเศษ), ดร.ปรีสาร รักวาทิน (รักษาการรองผู้อำนวยการใหญ่ กลุ่มงานส่งเสริมการประยุกต์ใช้ดิจิทัล) และ ดร.วาริน รัชนานุสรณ์ (รักษาการรองผู้อำนวยการใหญ่ กลุ่มงานส่งเสริมระบบนิเวศเศรษฐกิจดิจิทัล) ร่วมกันเปิดเผยทิศทางใหม่ที่จะเน้นแนวทาง “perform better, think faster and live better”


ผศ.ดร.ณัฐพล ระบุว่าปัจจุบันเศรษฐกิจไทยเผชิญกับความท้าทายอย่างมาก โดย GDP เติบโตเพียงร้อยละ 1.5 - 3 ซึ่งถือว่าต่ำกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็น ในขณะที่อุตสาหกรรมดิจิทัลกลับเติบโตสวนกระแสกว่าร้อยละ 20 ต่อปี และคาดว่าในปี 2567 จะมีมูลค่าสูงถึง 2.4 - 2.5 ล้านล้านบาท, ดังนั้น ยุทธศาสตร์ในปี 2569 จึงมุ่งเป้าไปที่การทำให้คนไทย 67 ล้านคนเข้าถึง Digital Inclusion โดยเฉพาะการสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่อง ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเปลี่ยนจากประเทศที่รายได้หยุดนิ่ง ให้กลายเป็นประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data)
ปฏิรูปกำลังคนจาก Coding Thailand สู่มาตรการภาษีเพื่อการเรียนรู้ AI

ดีป้าให้ความสำคัญสูงสุดกับการพัฒนากำลังคน โดยจะขยายผลโครงการ Coding Thailand ที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2561 เพื่อส่งเสริมทักษะโค้ดดิ้งและ AI แก่เยาวชน ครู และสถาบันอาชีวศึกษา, นอกจากนี้ยังมี Digital Skill Roadmap สำหรับคนทุกกลุ่ม รวมถึงกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ และผู้ว่างงาน เพื่อสร้างโอกาสทางอาชีพและรายได้ใหม่ๆ
ไฮไลท์สำคัญในปีหน้าคือ มาตรการภาษีสำหรับบุคคลธรรมดา (Personal Income Tax) เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ดิจิทัล โดยประชาชนที่ลงทะเบียนเรียนในหลักสูตร AI หรือทักษะดิจิทัลขั้นสูงที่ได้รับการรับรองจากดีป้า จะสามารถนำค่าใช้จ่ายไปหักลดหย่อนภาษีได้ ซึ่งเป็นแนวคิดคล้ายโครงการ "ชิมช้อปใช้" แต่เปลี่ยนเป็นการลงทุนเพื่อการอัพสกิล (Upskill) ครั้งใหญ่ของประเทศ
พลิกโฉมเกษตรกรรมไทยด้วย "ทุเรียนดิจิทัล" และ Smart Farming

ในมิติการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ดีป้ามีแผนยกระดับภาคเกษตรกรรมซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของชาติให้เป็นเกษตรอัจฉริยะ โดยนำร่องด้วย “โครงการทุเรียนดิจิทัล” เนื่องจากทุเรียนเป็นพืชส่งออกที่มีมูลค่าสูงกว่า 1.4 แสนล้านบาทต่อปี ดีป้าตั้งเป้าส่งเสริมสวนทุเรียนกว่า 10,000 แห่งทั่วประเทศให้ใช้แอปพลิเคชันที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน dSURE เพื่อบันทึกข้อมูลและขึ้นทะเบียนใบรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (G-GAP) ในรูปแบบดิจิทัล
การนำเทคโนโลยี IOT (Internet of Things) มาใช้บริหารจัดการน้ำและปุ๋ย รวมถึงระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะจีน นอกจากนี้ยังได้ร่วมมือกับผู้ให้บริการโทรคมนาคมเพื่อลดค่าบริการเครือข่าย ช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงเทคโนโลยีในราคาที่เหมาะสม และคาดว่าจะช่วยลดระยะเวลาในกระบวนการส่งออกจาก 10-20 วัน เหลือเพียง 2-5 วันเท่านั้น
อัดฉีด SME และหาบเร่แผงลอย สู่ AI Transformation

สำหรับผู้ประกอบการรายย่อย ดีป้าเตรียมงบประมาณอุดหนุนกว่า 15,600 ทุน เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ AI Transformation โดยมีมาตรการจูงใจทางภาษีสำหรับนิติบุคคลที่ลงทุนด้านซอฟต์แวร์หรือระบบ AI สามารถนำค่าใช้จ่ายไปลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึงร้อยละ 200 หรือไม่เกิน 300,000 บาท
ในส่วนของ หาบเร่แผงลอย ดีป้าส่งเสริมการใช้ซอฟต์แวร์แพ็กเกจขนาดเล็กบนมือถือ เช่น ระบบบัญชี ระบบสั่งอาหาร และระบบ AI ตอบแชทลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมง โดยจะมีการจัดสรรให้ทดลองใช้ฟรีอย่างน้อย 6 เดือนเพื่อสร้างความมั่นใจก่อนตัดสินใจลงทุนจริง
สร้างอาชีพใหม่ในชุมชนและผลักดัน Smart City
ยุทธศาสตร์การพัฒนาชุมชนของดีป้าเน้นให้ชุมชนพึ่งพาตนเองผ่าน ระบบเศรษฐกิจแบ่งปัน (Sharing Economy) เช่น การสนับสนุนกลุ่มวิสาหกิจชุมชนระดมทุนซื้อ โดรนการเกษตร สิ่งที่น่าสนใจคือการสร้างอาชีพใหม่ในท้องถิ่น เช่น “ช่างซ่อมโดรน” ช่างซ่อม IOT และช่างซ่อมแทรกเตอร์อัจฉริยะ เพื่อให้เกิดการบริการในพื้นที่โดยไม่ต้องส่งกลับกรุงเทพฯ ช่วยลดต้นทุนและสร้างรายได้หมุนเวียนในชุมชน
ในด้านการพัฒนาเมือง ดีป้ายังคงเดินหน้าขับเคลื่อน เมืองอัจฉริยะ (Smart City) โดยจะมีการติดตั้งระบบ Smart Living เช่น กล้อง CCTV อัจฉริยะและระบบแจ้งเหตุฉุกเฉินในอีกกว่า 50 พื้นที่ พร้อมผลักดันให้เทศบาลกว่า 200 แห่งปรับเปลี่ยนการทำงานสู่ระบบดิจิทัลที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ นอกจากนี้ยังมีโครงการยกระดับบริการการแพทย์ฉุกเฉินผ่าน 5G Ambulance ที่นำเทคโนโลยี 5G และอุปกรณ์ดิจิทัลทางการแพทย์มาใช้บนรถพยาบาลอย่างเต็มรูปแบบ
Thailand Digital Valley ศูนย์กลางเทคโนโลยีขั้นสูงและขุมทรัพย์เกม/อีสปอร์ต

ด้านโครงสร้างพื้นฐาน โครงการ Thailand Digital Valley ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษมีแผนที่จะแล้วเสร็จในช่วงไตรมาสที่สามของปี 2569 โดยจะเป็น ASEAN Digital Hub หรือศูนย์กลางการออกแบบ พัฒนา และทดสอบเทคโนโลยีขั้นสูงของภูมิภาค ซึ่งจะมีการจัดตั้ง Software - Hardware Test Lab เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทย
ภายในพื้นที่จะประกอบด้วยอาคารสำคัญ ได้แก่
1.Digital Edutainment Complex ระบบนิเวศสำหรับอุตสาหกรรมเกมและอีสปอร์ต โดยจะมี Esports Arena และศูนย์พัฒนานวัตกรรมหุ่นยนต์ (Robotics) รวมถึงสนามแข่งขันหุ่นยนต์อัจฉริยะ
2.Digital Go Global Center พื้นที่ Sandbox สำหรับสตาร์ทอัพไทยที่ต้องการก้าวสู่ตลาดโลก
3.ศูนย์พัฒนานวัตกรรมโดรน แหล่งเรียนรู้สำหรับภาคการขนส่ง เกษตรกรรม และการกู้ภัย
ดีป้ายังตั้งเป้าผลักดันอุตสาหกรรมเกมและดิจิทัลคอนเทนต์อย่างต่อเนื่อง หลังพบว่างาน Thailand Game Show และ Game Co-op Asia สามารถสร้างมูลค่าการจับคู่ธุรกิจได้มหาศาล และกำลังอยู่ระหว่างการผลักดันร่าง พ.ร.บ. เกม เพื่อสร้างระบบนิเวศที่ยั่งยืน
ดึงดูดการลงทุนระดับโลกและปฏิรูปกฎหมายการค้าดิจิทัล

เพื่อให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของนักลงทุน (Destination) ดีป้าได้เสนอมาตรการสิทธิประโยชน์ที่เข้มข้น เช่น การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) สูงสุด 15 ปี สำหรับบริษัทในพื้นที่ TDV, มาตรการ Capital Gains Tax สำหรับนักลงทุน และการอำนวยความสะดวกด้านวีซ่า (LTR Visa) สำหรับผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ
นอกจากนี้ ดีป้ายังเป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงข้อมูลการนำเข้า-ส่งออกผ่าน National Digital Trade Platform (NDTP) เพื่อเปลี่ยนจากระบบเดิมที่ล่าช้าเป็นระบบดิจิทัลที่รวดเร็วและโปร่งใส คาดว่าจะช่วยเพิ่มสัดส่วนผู้ประกอบการรายเล็กที่สามารถส่งออกได้จากร้อยละ 30 เป็นร้อยละ 80,
ความปลอดภัยไซเบอร์และมาตรฐานสากล

ดีป้าให้ความสำคัญกับความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ โดยผลักดันให้ผลิตภัณฑ์และบริการดิจิทัลของไทยเข้าสู่มาตรฐาน ISO 27001 และตราสัญลักษณ์ dSURE เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้ใช้งานและยกระดับสู่การขึ้นทะเบียนบนบัญชีบริการดิจิทัล,
ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าวทิ้งท้ายว่า ตลอดระยะเวลา 9 ปีแห่งความมุ่งมั่น ดีป้าจะสานต่อการทำงานเพื่ออนาคตของคนไทย พัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลไทยให้อยู่ในระดับชั้นนำของโลก เราไม่ได้มองแค่เรื่องเทคโนโลยี แต่มองเรื่องการสร้างกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้จริง เพื่อให้ประเทศไทยไม่เสียเปรียบเพื่อนบ้านในภูมิภาค ทั้งนี้ แผนงานในปี 2569 คาดว่าจะสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจรวมไม่น้อยกว่า 100,000 ล้านบาท
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม คลิก! https://short.depa.or.th/Yvp0X